Saturday, October 19, 2013

เที่ยวนครวัด

บทความก่อนหน้านี้ ติดตามได้จากลิงก์ข้างล่างคะ

โปรแกรมวันนี้คือเที่ยวนครวัด นครทม หรือ อื่นๆ วันนี้ตื่นประมาณ เจ็ดโมงกว่า ก็ไปท่านอาหารเช้า อร่อยดี ก็เหมือนโรงแรมอื่นทัวร์ไป ขนมปัง, กาแฟ, ผลไม้, นม, น้ำผลไม้ เป็นต้น

ค่าตั๋ว 1วัน 20 ดอลลาร์ 3 วัน 40 ดอลลาร์ เราซื้อวันเดียว เพราะไม่รู้จะทำอะไรทั้งสามวัน และอีกอย่าง ไม่มีเวลา ตอนไปซื้อตั๋ว เจ้าหนี้าที่คิดเฉพาะเพื่อนของเรา เราก็ถามจริงเหรอเขาบอกใช่ คือเขาคิดว่าเราเป็นคนเขมร 55555 แต่หลังจากที่เราถาม เขาถึงรู้ เราไม่น่าพูดออกมาเลย เขาบอกแต่ก็ยังแสดงบัตรประชาชน :) แต่เราว่าไม่หรอก (เกือบโชคดีไปวันนี้)

รถตุ๊กๆ รับจ้างทั่วไป 
เมื่อวานเราจองรถตุ๊กๆ ไว้ เขามาตรงตามเวลาที่เรานัดไว้เลย ลงมาก็เห็นรอรับผู้โดยสาร ส่วนมากนักท่องเที่ยวจะใช้บริการรถตุ๊กๆ แบบนี้ แต่บ้างคนก็เช่ารถจักรยาน สำหรับเราไม่ไหวงะ ที่แต่ละที่มันอยู่ไม่ใกล้กันเท่าไร หวังว่าวันนี้ฝนไม่ตกน่ะ วันนี้จะไปประมาณ 4 - 5 ที่ แล้วแต่คนขับพาไปส่วนมากน่าจะเป็นที่สำคัญ ๆ ค่ารถต๊กๆ 15 ดอลลาร์
เมืองพระนครหลวง(Angkor Thom) ที่ก่อตั้ง ในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7  เป็นช่วงเวลาที่รุ่งเรืองที่สุดของอาณาจักรขอม  ก่อนที่จะค่อย ๆ ล่มสลาย  
ภายในของเมือง จะประกอบด้วยปราสาทน้อยใหญ่ หลายปราสาท ลานช้าง  ลานพระเจ้าขี้เลื้อนแ ต่ไฮไลท์สำคัญ ของเมืองจะอยู่ที่ ปราสาทบายน 


ทางเข้านครธมด้านใต้
 ความอัศจรรย์ ของปราสาทแห่งนี้คือ ยอดของปราสาทที่สร้างเป็น พระพักตร์ ของพระอวโลกิเคศวร  หันหน้า ออก4 ทิศ ทั้ง 54 ยอด รวมทั้งหมด 216 หน้า

วันนี้ฝนตกพร่ำๆ ทั้งวัน แต่ก็ยังมีนักท่องเที่ยวเยอะเหมือนเดิน ส่วนมากก็จะเป็นฝรั่ง ยังไมเจอคนไทยสักคนเลย

ปราสาทบาปวน (อังกฤษ: Baphuon, เขมร: ប្រាសាទបាពួន) เป็นปราสาทขอมที่อยู่กลุ่มปราสาทนครวัด สร้างขึ้นในยุคพระเจ้าอุทัยทิตยวรมันที่ 2 (พ.ศ. 1550-1600) ตั้งอยู่ในเมืองยโสธรปุระ ทางด้านทิศใต้ของปราสาทนครวัดประมาณ 30 กิโลเมตร

ปราสาทบาปวนมีลักษณะเป็นรูปทรงพีระมิด มีฐานเป็นชั้น ๆ ส่วนบนสุด เป็นปราสาทประธานหันหน้าไปทางทิศตะวันออก ลักษณะของตัวปราสาทประธานมียอดเรียวแหลม คล้ายกับปราสาทพนมรุ้ง มีระเบียงคตถึงสามชั้นที่เชื่อมต่อกันได้ตลอด โคปุระขนาดใหญ่สุด อยู่ทางด้านทิศตะวันออก เครื่องบนของโคปุระ ทำด้วยเครื่องไม้มุงกระเบื้อง ซึ่งผุผังไปตามกาลเวลา 

โดยมีร่องรอยของการเจาะคานไว้บนหน้าบัวของโคปุระ ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นที่ประดิษฐานของศิวลึงค์ทองคำ สัญลักษณ์แทนพระศิวะ แต่ได้สูญหายไปนานแล้ว ปราสาทบาปวนจัดได้ว่าเป็นต้นแบบของศิลปะแบบบาปวนโดยแท้จริง และเป็นศิลปะร่วมแบบเขมรของปราสาทในประเทศไทยหลายแห่งด้วยกัน ซึ่งลักษณะเด่นของศิลปะสมัยนี้ ได้แก่ ภาพสลักเล่าเรื่องทำเป็นช่องเล็ก ๆ ต่อเนื่องกันลงมาในแนวดิ่ง แต่ในสมัยที่พุทธศาสนาเจริญรุ่งเรืองเข้ามาแทนที่ในศาสนาพราหมณ์ ปราสาทบาปวนถูกรื้อลงไปโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์

 เพื่อนำไปสร้างพระพุทธรูปปางไสยาสน์ขนาดใหญ่ที่อยู่ด้านหลังปราสาท ร่องรอยต่าง ๆ ถูกโกลนเพื่อให้เข้ากับลักษณะของพระพุทธรูปปางไสยาสน์ ทางรัฐบาลฝรั่งเศสจึงได้ทำการรื้อและสำรวจทำหมายเลขกันใหม่ จนกระทั่งมาถึงยุคเขมรแดง เอกสารแผนผังการจัดทำการบูรณะปราสาทบาปวนถูกเผาทำลายจนราบเรียบ[1]
จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2538 ปราสาทบาปวนได้ถูกบูรณะอีกครั้งโดยความช่วยเหลือจากรัฐบาลฝรั่งเศส จนแล้วเสร็จและมีพิธีเปิดอย่างเป็นทางการในวันที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2554 และได้เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมได้ โดยได้รับการกล่าวขานว่าเป็นปราสาทที่สวยที่สุดในกลุ่มปราสาทนครวัด[2]

ปราสาทบายน เป็นปราสาทหินของอาณาจักรเขมร อยู่ในบริเวณของใจกลางนครธม สร้างขึ้นเป็นวัดประจำสมัยของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ก่อสร้างในราวปี พ.ศ. 1724-พ.ศ. 1763[1] หลังจากที่พระเจ้าชัยวรมันที่ 7ทรงได้ชัยชนะจากการขับไล่กองทัพอาณาจักรจามปา

นับเป็นศาสนสถานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก มีความซับซ้อนทั้งในแง่โครงสร้างและความหมาย เนื่องจากผ่านความเปลี่ยนแปลงด้านศาสนาและความเชื่อมาตั้งแต่คราวนับถือเทพเจ้าฮินดู และพุทธศาสนา อาคารมีลักษณะพิเศษ เนื่องจากส่วนของหอเป็นรูปหน้าหันสี่ทิศ จำนวน 49 หอ


ปัจจุบันคงเหลือเพียง 37 หอ ลักษณะโดยทั่วไปจะมี 4 หน้า 4 ทิศ แต่บางหออาจมี 3 หรือ 2 แต่บริเวณศูนย์กลางของกลุ่มอาคาร จะมีหลายหน้า ลักษณทางสถาปัตยกรรมของบายนก็เช่นเดียวกับเรื่องความเชื่อ เนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลงมาในหลายๆ สมัย กษัตริย์ในยุคหลังๆ พบว่าเป็นการง่ายกว่าที่จะปรับปรุงวัดแห่งนี้ แทนที่จะรื้อสร้างใหม่เช่นที่ทำกัน และใช้เป็นวัดประจำสมัยต่อเนื่องกันมา


ปราสาทตาพรหม ปราสาทตาพรหม (เขมร: ប្រាសាទតាព្រហ្ម) สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 1729 เป็นปราสาทหินในยุคท้ายๆ ของอาณาจักรเขมร ปราสาทเหล่านี้ถือว่าเป็นสถานที่ของพระพุทธศาสนาที่สมัยนั้นมีความเจริญรุ่งเรืองอย่างมาก เพราะสมัยนั้นกษัตริย์ที่สนับสนุนให้มีการสร้างปราสาทนี้เป็นวัดในศาสนาพุทธ

การดูแลปราสาทต่างๆนั้นรัฐบาลได้ทำการตัดต้นไม้ออกจากปราสาทอื่นๆ เพราะกลัวว่าประสาทจะล้มลงหากต้นไม้ใหญ่โตมากๆ แต่สำหรับปราสาทตาพรมนั้น รัฐบาลมีแนวคิดที่จะคงต้นไม้ไว้เหมือนโบราณที่มีต้นไม้ขึ้นบนปราสาทแทบทุกปราสาทจึงกลายเป็น ลักษณะเด่นของปราสาทตาพรหมคือมีต้นไม้ใหญ่ขึ้นคลุมตัวปราสาทเป็นจำนวนมาก ไปในตอนหลัง


ปราสาทตาพรมนั้น ในรัชกาลที่กษัตย์นิยมฮินดูได้อำนาจคือนจากกษัตริย์นับถือพุทธ จึงให้มีการทำลาย และมีร่องรอยการทำลายมากที่สุด เพราะความต่างของการนับถือศาสนา ปราสาทตาพรมจึงไม่หลงเหลือศิลปะให้พวกเราได้เห็นมากนัก และเนื่องจากใช้ถ่ายทำหนังหลายเรื่อง เช่น ทูมไรเดอร์ เจมส์บอนด์ ฯลฯ นักท่องเที่ยวจึงเข้าคิวเพื่อถ่ายรูปกับรากไม้มากกว่าซาบซึ้งในศิลปกรรม


นครวัด (เขมร: អង្គរវត្ត) เป็นศาสนสถานตั้งอยู่ในเมืองพระนคร จังหวัดเสียมเรียบ ประเทศกัมพูชา สร้างในรัชสมัยของพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 ในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 12 โดยเป็นศาสนสถานประจำพระนครของพระองค์ ตัวเทวสถานได้รับการอนุรักษ์ไว้เป็นอย่างดี

 จนเป็นศูนย์กลางทางศาสนาที่สำคัญเพียงแห่งเดียวที่ยังเหลือรอดมาจนถึงปัจจุบันนับตั้งแต่ก่อสร้างแล้วเสร็จ แต่เดิมนครวัดเป็นเทวสถานของศาสนาฮินดู ซึ่งสร้างขึ้นเพื่อถวายแด่พระวิษณุ ก่อนที่จะเปลี่ยนเป็นศาสนาพุทธ 
นครวัดเป็นสิ่งก่อสร้างทางศาสนาที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของโลก ตัวเทวสถานถือเป็นที่สุดของสถาปัตยกรรมเขมรสมัยคลาสสิกรุ่งเรือง และได้กลายมาเป็นสัญลักษณ์ของประเทศกัมพูชา โดยปรากฏในธงชาติ และเป็นจุดท่องเที่ยวหลักของประเทศ ตลอดจนได้รับลงทะเบียนเป็นมรดกโลกภายใต้ชื่อ เมืองพระนคร

นครวัดปิดให้เข้า 5 โมงเย็น เราเดินอยู่ที่นี้ไม่นาน เพราะฝนตก และเริ่มมืดแล้วด้วย  หลังจากดูนครต่างๆ เสร็จ คนขับก็อยากจะพาไปดูร่ำโชว์ และเซ้าซี้อยู่นั้นแหละ (สงสัยจะได้ค่านายหน้า) แต่พวกเราไม่ไป เหนื่อยทั้งวัน ขอกลับที่พักไป อาบน้ำแล้วค่อยไปหาอะไรกินดีกว่า

หลังจากพักเหนื่อยสักพัก เราก็ไปหาอะไรกินกัน เราเดินไปเรื่อยๆ กัน แล้วก็เจอถนนเล็กๆ พอเราเดินเข้าไปก็เจอร้านอาหารมากมาย เลือกที่จะลองกินจิ่มจุ่มที่นี้ ร้านอาหารน่ารักดี คนเยอะ

อาหารมีหลากหลายชนิด เขาจะปักธงซื้ออาหารและรูปสัตว์มาให้ด้วย อันนี้เป็นเนื้อจรเข้ และ งู เรากินไม่ได้เยอะเท่าไร มันรู้สึกไม่ถูกปาก ของบ้านเราอร่อยกว่าเยอะ ^_^

ปลาดุกปิ้ง อันนี้ถือว่าใช้ได้ อรอยที่เดี่ยวละ ^_^ วันนี้แค่นี้ก่อนละกัน หลังทานอาหารเย็นเสร็จ ก็กลับที่พัก ไปนอนดูทีวี 5555  แล้วเจอกันพรุ่งนี้คะ 

ที่มาของข้อมูลมาจาก : วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

Thursday, October 10, 2013

เที่ยวเขมร / Cambodia

ทริปนี้เป็นทริปที่ไม่ได้แผนอะไร เพื่อนชวนไปเที่ยว เราว่างอยู่ก็เลยไปด้วย มีเวลาก่อนไปประมาณสาม สี่วัน เรากับเพื่อนเลยช่วยกันหาข้อมูลทางอินเตอร์เน็ต ก่อนเดินทางสองสามวัน เราวางแผนที่จะไปเที่ยว Angkor wat กัน ในทริปนี้คือ 4 วัน 3 คืนที่ Siem Reap เมื่อได้ข้อมูลพอประมาณก็ออกเดินทางกันเลย :)

ในที่สุดวันเดินทางก็มาถึง เรานั่งรถตู้ที่หมอชิตรอบเกือบเที่ยงคืน เพราะจะได้ถึงชายแดนแต่เช้า ค่ารถไปตลาดโรงเกลือ คนละๆ 190 บาท โชคดีไปคนเต็มรถเลยออกเร็ว มีทั้งคนไทยและต่างชาติ

ลงจากรถตู้ก็เดินตรงไปชายแดนเลย เพราะไม่อยากไปสาย เดี่ยวคนเยอะ และอีกอย่างเพื่อนเราต้องขอวีซ่าด้วย ยังไม่รู้ว่าต้องใช้เวลานานเท่าไหร


ตามชายแดนมีเด็กเยอะมาก (อย่าให้เงินหรืออะไรถ้ามีคนมาขอ เพราะเขาจะตามมาอีกเยอะ เดินไปอย่าสนใจอะไร) ถ้าเด็กมากางร่มให้ก็หลีกเลี่ยงไป เพราะหลังจากนั้นเขาจะขอเงินค่าบริการ ถ้าไม่อยากมีปัญหา ก็เดินตรงไปอย่างเดียวอย่าสนใจสิ่งรอบข้าง

เดินไปประมาณ 15 นาทีก็ถึง แล้วคะ  ซึ่งมีคนมาชวนพูดคุยเยอะ เพื่อนเรามันก็เดินหนีอย่างเดียว จากการหาข้อมูลทางอินเตอร์เน็ต เขาให้ระวังพวกมิจฉาชีพ หรือตัวแทนของบริษัทต่างๆ ที่พยายามจะพาเราไปทำวีซ่าในบริษัทของเขา ทั้งที่เราสามารถทำได้ที่ชายแดน และอยู่ไม่ไกล (กรณีเป็นต่างชาติที่ต้องข้อวีซ่า) เราเดินไปเรื่อยๆ ก็ถึงประตูชายแดน ที่ทำวีซ่าอยู่ฝั่งขวามือคะ

เมื่อเพื่อนได้วีซ่าเรียบร้อยแล้วก็ไปต่อแถว รอผ่านด่าน ตม. คนเยอะมาก มีเจ้าหน้าที่ของทางโน้นเดินมาถามเรา ว่าอยากได้เร็วไหมเดี่ยวเขาจัดการให้ แต่ต้องเส่ีย 200 บาท เราก็งงเหมือนกัน เขาพูดไทยคล่องมาก แต่เราปฏิเสธเขาไป เพื่อนเราถามเกิดอะไรขึ้น ก็อธิบายให้ฟัง แต่ก็ไม่เห็นเขาถามฝรั่งเลย สงสัย กรณีแบบนี้ทำกับคนไทยแล้วได้เงิน  ^_^

สถานีรถบัสไปเชียมเรียบ
เมื่อผ่านด่าน ตม. แล้วก็มีรถเมล์มารับบอกจะพาไปสถานีรถบัส ครั้งแรกพวกเราก็ไม่ค่อยเชื่อหรอกกลัวโดนหรอก แต่ก็มีคนต่างชาติร่วมวงด้วยก็เลยตกลงไปกัน เป็นรถฟรี เขาบอกว่ารัฐบาลจัดให้จากชายแดนไปสถานีรถบัส ตอนที่เราไปถึงสถานีไม่ค่อยมีคนเท่าไร ส่วนมากเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวที่เข้าซื้อทัวร์มาจากเมืองไทยแล้ว มีแค่เรากับเพื่อนเรา และคนโปแลนด์อีกคน ก็มีรถแท็กซี่มาถามหลายคันมาก แต่เราปฎิเสธไป เพราะถ้าเหมาแท็กซี่ไปก็แพง ประมาณ 48 ดอลลาร์ แต่ถ้ารอรถบัสออก ก็อีกนานไม่มีกำหนดเพราะเขาจะออกกรณีที่มีคนเต็มคัน หรือมีคนเยอะ 

จากข้อมูลที่ได้กันมา รถบัสจะขับช้ามาก และจอดตลอดทางตามร้านค้าต่างๆ อาจจะมีส่วนได้เสียกับทางร้าน (เราคิดว่า) เขาจะขับให้ไปถึงตัวเมืองตอนค่ำมืด จนให้เราไม่สามารถเดินหาที่พักได้ เขาก็จะพาเราไปที่พัก ที่อาจมีส่วนได้เสียกัน (จากข้อมูลที่ได้มาทางอินเตอร์เน็ต) เรากับเพื่อนเลยไม่อยากเสี่ยงและเสียเวลา

นั่งอยู่สักพักก็เดินไปถามเคาเตอร์แถวนั้นเพื่อสอบถามเกี่ยวกับราคาแท็กซี่ ซึ่งราคาเดียวกันกับทางคนขับแท็กซี่บอก เราสองคนก็ปรึกษากันดูเลยชวนคนโปแลนด์มาหารค่าค่าแท็กซี่ซะเลย เขาก็ตกลง เลยขอลดกับคนขับแท็กซี่ เขาลดให้เหลือ 40 ดอลลาร์ แต่ต้องนั่งด้านหลังทั้งสามคน ที่นั่งข้างหน้าอีกที่หนึ่ง เขาจะรับคนระหว่างทาง เราสามคนก็โอเคตามนั้น ^_^  รถแท็กซี่ไม่มีแอร์ค่ะ เปิดกระจก ได้รับแอร์ธรรมชาติเต็มๆ 
รอพนักงานทำความสะอาดห้องพัก 
จากชายแดนมาตัวเมือง ใช้เวลาประมาณ 6 - 7 ชม.โดยแท็กซี่ มันเพลียมากขอบอก ในที่สุดก็มาถึงที่พัก โชคดีไปเราจองไว้ เราพักที่ The Siem Reap Hostel ค่าห้อง 20 ดอลลาร์ ต่อคืน พร้อมอาหารเช้า และมีสระวายน้ำด้วย

ที่พัก สะอาดสะอานดี คือสามารถพักได้ประมาณสี่คนในห้อง มีตู้เย็น ทีวี พร้อม พอมาถึงก็ของีบสักพัก แล้วค่อยว่ากันต่อ

อาหารมื้อแรก ไม่รู้เขาเรียกว่าอะไร ไม่มีเมนูภาษาอังกฤษ น่าจะเป็นส้มต้ำกับเส้นม่าม่า คือเรากับเพื่อนเดินหาร้านอาหารแต่ก็ไม่มีร้านไหนที่ถูกใจ ในที่สุดก็เจอร้านนี้, เราสื่อสารกันไม่รู้เรื่อง แต่โชคดีมีนักเรียนเดินผ่านหน้าร้าน เจ้าของร้านเลยเรียกให้มาช่วยแปล ^_^ ซึ่งน้องเขาน่ารักมาก 

หลังจากทานข้าวกันเสร็จก็เดินเล่นบริเวณนี้สักพักก่อนกลับไปพักผ่อน พรุ่งนี้เตรียมลุย เราให้เพื่อนไปติดต่อจองรถตุ๊กๆ เที่ยวนครวัด นครธม และอื่นๆ กับทางโรงแรม สบายไปอีกแบบมีเพื่อนไปด้วย 555 แล้วเจอกันพรุ่งนี้คะ 

Tuesday, October 8, 2013

ตอนสุดท้าย แบกเป้เที่ยวฮ่องกง + มาเก๊า คนเดียว

บทความก่อนหน้านี้ ติดตามได้ตามลิงก็ข้างล่างค่ะ
ตอนที่ 3 วันแรกในมาเก๊า ตอนที่ 1/2
ตอนที่ 4 วันแรกในมาเก๊า 2/2
ตอนที่ 5 วันสุดท้ายในมาเก๊า
ตอนที่ 6 เที่ยวย่านเชิงวัน เกาลูนฮีสต์ และวัดวาอาราม
ตอนที่ 7 เที่ยวฮ่องกงย่านเชิงวัน, เกาลูนอีสต์ และวัดวาอาราม

วันนี้ตื่นแต่เช้าเพราะต้องนั่งเรือไปเที่ยวลัมมา(lamma) เป็นเกาะขนาดเล็กที่ตั้งอยู่ใกล้กับเกาะฮ่องกงมากที่สุด ซึ่งนอกจากจะมีชายหาดที่เหมาะสำหรับการว่ายน้ำ, ตกเปลา และตั้งแคมป์แล้ว ก็ยังมีเส้นทางธรรมชาติเชื่อมระหว่างหยงเซวียวัน (Yung Shue Wan) และ ซอกควูวัน (Sok Kwu Wan)  พร้อมด้วยแผงลอยจำหน่ายอาหารทะเล, สมุนไพร และร้านอาหารทะเลแบบสดๆ ชาติอร่อยมากมาย เดินทางโดย จากเกาะฮ่องกง  MTR สถานีเซ็นทรัล (Central Station) แล้วนั่งเรือจากท่าเรือสตาร์เฟอร์รี่หมายเลข 4  ไปลงท่าเรือ Yung Shue Wan ใช้เวลาประมาณ 20-30 นาที ค่าเรือไป กลับ 12 HK$
ฝนตกตั้งแต่เช้า
เหตุผลง่ายๆ ที่เราตัดสินใจไปเที่ยวเกาะลัมมา เพราะเราชอบนั่งเรือ และอีกอย่างที่นี้น่าจะมีคนไม่เยอะเท่าไร(คิดเอง) เงียบสงบ มีธรรมชาติที่สวยงาม และไม่ไกลจากฮ่องกงเท่าไร เดินทางไปมาสะดวก
ท่าเรือ
ตอนที่เดินลงจากท่าเรือ คนเยอะมาก ส่วนมากน่าจะเป็นนักท่องเที่ยวเชื้อสายจีน จากการเดาทางหน้าตา พอถึงฝั่งแล้วนึกไม่ออกว่าจะไปทางไหนดี โชคดีที่เจอสัญญาลักษณ์ 
หลังจากเดินออกจากท่าเรือ เราก็เดินตามคนอื่น 5555 เขาไปไหนก็ไม่รู้ แต่โชคดีเจอป้ายนี้อยู่ทางซ้ายมือ แต่เดินเลยร้านค้าก่อนคะ จะเห็น เราก็เดินตามที่ป้ายบอกนั้นและคะ 
ร้านขายอาหารทะเลแห้ง มีหลากหลายชนิดมากค่ะ น่าจะคล้ายร้านแถวๆ วัดโพธิ์ ที่เข้าขายอาหารทะเลคะเหมือนร้านที่ขายอาหารทะเลทั่วไปของบ้านเราคะ
Yung Shue Wan Main Street หลังจากเรือเฟอร์รีมาจอดเทียบท่าเราจะพบกับถนนสายหลักชื่อว่าถนน หยงเซวียวัน (Yung Shue Wan) ซึ่งครั้งหนึ่งเป็นพื้นที่อพยพของประชาชนแต่ปัจจุบันที่นี่เป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของชาวบ้าน, ร้านอาหาร, ผับ, บาร์, ร้ายขายของฝาก และเกสต์เฮาส์ ฯลฯ มากมาย

จักรยานให้เช่า แต่เราไม่รู้หรอกว่าเท่าไร เพราะไม่ได้เช่าเลยไม่ถาม แตเห็นมีหลายคนเช่า ไอ้เราก็สงสารแต่คนปั่นเท่านั้นแหละ 5555 เหนื่อยน่าดูปั่นขึ้นลง คนนั่งสบายไป



หลังจากมาถึงท่าเรือ ก็เลี้ยขาวตามป้ายบอกข้างบนคะ ก็เจอวัดหยงเซวียวันทินเหา (Yung Shue Wan Tin Hau Temple)  ไม่ได้ระบุแน่ชัดว่าสร้างในปีใด แต่ในราวปี ค.ศ.1876
ได้มีการปรับปรุงซ่อมแซมโดยสามีภรรยาชาวตะวันตกคู่หนึ่ง ก่อนสร้างรูปปั้นสิงโตขนาดใหญ่ไว้ที่ประตูทางเข้า โดยชาวบ้านเชื่อกันว่าการได้ลูปหรือจับรูปปั้นสิงโตนี้จะทำให้ร่ำรวยเงินทอง
Hung Shirng  Yeh Beach
จากวัดทินเหาเมื่อเดินไปตามทางลัดเลาะผ่านถนนเส้นเล็กๆ บนเกาะที่มีค้นไม้และหญ้าปกคลุมอยู่สองข้างทางเราก็จะพบกับชายหาดฮุงชิงเย่ (Hung Shing Yeh Beach) ชายหาดน้ำใสที่ทอดตัวอยู่ข้างหน้า ซึ่งนักท่องเที่ยว(โดยเฉพาะเด็กวัยรุ่น) มักจะมาเล่นน้ำ, นั่งปิกนิก หรือไม่ก็แวะมากินอาหารทะเลตามร้านที่อยู่บริเวณนี้ หลังจากนั้นเราก็เดินไปเที่ยวอีกฝากหนึ่งของท่าเรือ
ทางผ่านก่อนถึง Sok Kwu Wan 
ขณะที่เรามาที่นี้ ไม่ค่อยมีนักท่องเที่ยวชาวยุโรปเท่าไหร ส่วนมากน่าจะเป็นชาวจีน แต่ไม่รู้ว่าเป็นจีนมาจากไต้หวัน หรือ ประเทศจีน เดาไม่ออก และวันที่เรามา ไม่เห็นมีคนไทยสักคน :) รูปข้างบนเป็นสวนอีกฝากหนึ่งตอนออกจากท่าเรือ ทางขาวมือ สวนนี้กว้างสงบร่มรืน ถ้ามีเวลาและมีหนังสือสักเล่มสองเล่ม น่าจะเหมาะกับการนั่งอ่านบวกกับหลับ :) `เดินต่อดีกว่าเราเดียวค่ำเสียก่อน เดินไปสักพักก็เจอ Lo so Shing Beach
Lo So Shing Beach ครั้งหนึ่งเคยใช้เป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมท้องถิ่งในช่วงราชวงศ์ถังมาก่อน โดยชายหาดโลโซซิง นั้นกว้างยาวไม่แพ้ชายหาดฮุงซิงเย่เลย อีกทั้งยังมีสิ่งอำนวยความสะดวกคอยให้บริการนักท่องเที่ยวด้วย ในระหว่างทางที่จะไปถ้ำ ก็เห็นธรรมชาติสวยงามมากมาย

Kamikaze Grotto ระหว่างกลับมาที่เส้นทางหลักเพื่อเดินสู่ท่าเรือเฟอร์รี เราจะผ่านถ้ำที่ก้วาง 10 เมตร หลายสิบเมตร ซึ่งช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 กองทัพญี่ปุ่นเคยวางแผนจะใช้ถ้ำนี้เป็นที่หลบซ่อนเรือเร็วของเหล่าทหารกามิกาเซ เรืออโจมตีศัตรูทางน้ำ หลังยึดบริเวณซอกควูวัน เป็นที่มั่นของทหารเรือได้ ทว่าถ้ำนี้ก็สร้างไม่เสร็จ เพราะญี่ปุ่นพ่ายแพ้สงครามเสียก่อน ที่นี้สวยดีเงียบสงบ อยู่สักพักก็เดินทางกลับ กลัวไม่ทันเรือรอบ สี่โมงครึ่ง และอีกอย่างจะไปดู A Symphony of Lights Multimedia Show ด้วย

ในที่สุดก็ถึงท่าเรือในฮ่องกง ปกติแล้วตั้งแต่เรามาเที่ยวฮ่องกง เรามานั่งที่ท่าเรือนี้เกือบทุกวัน เราชอบนั่งดูเรือ, ดูคนเดินไปมา สบายๆ

หอนาฬิกา
หอนาฬิกา(Clock Tower) แห่งนี้ถูกสร้างขึ้นในปี ค.ศ.1910 เพื่อใช้เป็นสัญลักษณ์ประจำสถานีรถไฟเกาลูน (Kowloon Station) ขอบบริษัทรถไฟเกาลูน - กวางตุ้ง (KCR หรือ Kowloon-Canton Railway)  แต่เมื่อย้ายสถานีรถไฟไปอยู่ที่ฮุงฮอม (Hung Hom) ในปี ค.ศ.1970 หอนาฬิกาจึงถูกปล่อยทิ้งไว้ ก่อนจะกลายมาเป็นสัญลักษณ์อันโดดเด่นประจำย่ายจิมชาจุ่ยในเวลาต่อมา ปัจจุบันหอนาฬิกาแห่งนี้จัดว่าเป็นมุมสุดฮิตที่ใครต่อใครต่างมานั่งเล่นกัน เดินทางโดย : MRT (Tsim Sha Tsui Station ) Exit E

A Symphony of Lights Multiedia Show


A Symphony of Lights Multimedia Show โชว์เด็ดที่ห้ามพลาดเมื่อมาเยือนฮ่องกง ซึ่งเจาจะใช้ตึกสูงกว่า 30 ตึกริมอ่าววิกตอเรีย (ทั้งฝั่งฮ่องกงและเกาลูน) ยิงแสงเลเซอร์ประกอบแสงสีเสียงสุดตระการตาตอบโต้กันตามจังหวะเสียงเพลง รับรองว่าหากได้มาเห็นล่ะก็จะต้องตื่นเต้นและประทับใจไปอีกนานแสนนาน ปัจจุบันเป็นโชว์ที่ได้รับการบันทึกลงในกินเนสส์ปุ๊กแล้ว

อาหารมือเย็น (ไม่รู้ว่าเรียกว่าอะไร) แบบว่าเห็นรูปก็สั่งเลย :)

อย่างเดียวไม่พอ เลยสั่งอีกอย่าง รสชาติเผ็ด ข้มขนอร่อยคะ
เดินเล่นบริเวณนี้สักพักก็ไปกินข้าวกับเพื่อนๆ ซีเอส วันนี้นัดกินข้าวกันก่อนกลับ กรุงเทพฯ พรุ่งนี้ สนุกมากการเดินทางครั้งนี้

เดินทางไปเที่ยวหลายที่ ทั้งในตัวเมืองฮ่องกง และ เกาะลัมมา (Lamma ) ถือว่าคุ้มในที่สุดทริปฮ่องกงก็จบลงด้วยดี เจออะไรมากมาย ทั้งที่ประทับใจ และไม่ประทับใจบ้าง แต่ก็ถือเป็นประสบการณ์ที่ดี เจอกันทริปหน้าคะ จุ๊ป จุ๊ป ^_^