Saturday, September 14, 2013

ตอนที่ 4 แบกเป้เที่ยวฮ่องกง + มาเก๊า คนเดียว

บทความก่อนหน้านี้ ติดตามได้ตามลิงก็ข้างล่างค่ะ

ตอนที่ 3 วันแรกในมาเก๊า ตอนที่ 1/2

ตอนที่ 2 มาเก๊ายามเย็น ตอนที่ 2/2

หลังจากนอนพักประมาณหนึ่งชั่วโมง ก็ได้เวลาเที่ยวต่อแล้ว เราวางแผนจะไปเที่ยวย่าน จัตุรัส เซนต์ เซนาโด (Senado Square) บริเวณนี้ มีสิ่งสำคัญอยู่มากมาย

จตุรัส เซนาโด (Senado Square) จัตุรัส เซนาโดเป็นศูนย์กลางของมาเก๊าตั้งแต่แรกเริ่ม ใช้เป็นสถานที่จัดกิจกรรมและงานฉลองต่างๆ มากมาย ตึกต่างๆ ทั้งสองข้างของจัตุรัสสร้างขึ้นในช่วงศตวรรษที่ 19 และ 20 ในปี 1993 ด้านหน้าของจัตุรัส มีการปูหินสีดำและขาวให้เป็นลวดลายคลื่นเพื่อดึงสีสันอันสดใสของตึกที่อยู่รอบข้าง

ตอนเย็นผู้คนมาเดินเล่นมากมาย มาทั้งคนพื้นเมืองและนักท่องเที่ยว และวันนี้เขามีงานแสดงโชว์อะไรสักอย่างบริเวณนี้ให้ดู ทำให้เพลิดเพลินไปอีกแบบ


สำนักแห่งความเมตตา (Holy House of Mercy) ก็อยุ่บริเวณนี้ สำนักแห่งความเมตตา บาทหลวงคนแรกของมาเก๊าตั้งสถาบันนี้ขึ้นในปี 1569   เพื่อดำเนินกิจกรรมการกุศลต่างๆ เป็นโรงพยาบาลตามแบบตะวันตกแห่งแรกในประเทศจีน มีทั้งสถานรับเลี้ยงเด็กและสถานเด็กกำพร้ำ อาคารหลักสร้างขึ้นตอนกลางศวรรษที่ 18 แต่ตึกที่ออกแบบตามสไตล์นีโอคลาสสิค ซึ่งยังคงอยู่ในปัจจุบันสร้างขึ้นในปี 1905 หากเข้ามาทางประตูด้านข้าง ผู้มาเยือนจะได้เข้าชม พิพิธภัณฑ์ในตัวอาคาร ซึ่งมีสิ่งที่น่าสนใจมากมายรวมทั้งข้าวของต่างๆ ที่มอบให้แก่คนจึนเพื่อช่วยเหลืองานของพวกมิชชันนารี และเป็นเครื่องแสดงให้เห็นอย่างดีว่า ศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิกเข้ามาฝังรากลึกได้อย่างไรในมาเก๊า


ซากประตูโบสถ์ เซนต์ ปอล (Ruins of St.Paul's) ซากโบสถ์ เซนต์ ปอล คือด้านหน้าส่วนที่เหลือของโบสถ์มาแตร์เดอิ (Mater Dei) ฃึ่งสร้าางขึ้นในปี 1602-1640 โบสถ์แห่งนี้เคยเป็นส่วนหนึ่งของวิทยาลัยเซนต์ ปอล (St.Paul's College) และเป็นหมาวิทยาลัยตามแบบตะวันตกแห่งแรกของเอเซียตะวันออก เกิดเพลิงไหม้ในปี 1835 ทั้งวิทยาลัยและโบสถ์ถูกทำลายจนเหลือแต่ด้านหน้าของตึก ฐานโบสถ์ส่วนใหญ่และบันไดหน้า ด้านหน้าของตึกแสดงให้เห็นถึงสไตล์ผสมระหว่างตะวันออกและตะวันตก และมีอยู่ที่นี้เพียงแห่งเดียวเท่านั้นในโลก


จตุรัส คอมปะนี ออฟ จีซัล (Company of Jesus Square) ตึกต่างๆ ที่อยู่รอบจัตุรัสนี้สร้างขึ้นระหว่างปี 1920 ถึง 1930 ยกเว้นเพียงสองหลังซึ่งสร้างขึ้นในศตวรรษที่ 19 ตามสไตล์นีโอคลาสสิค


ตึก ลีอัล เซนาโต (Leal Senado Building) สร้างขึ้นในปี 1784 ให้เป็นสำนักงานเทศบาลของมาเก๊า และผ่านการปรับปรุงหลายต่อหลายครั้งตึกที่เห็นปัจจุบันสร้างและปรับปรุงในปี 1784 ด้วยสถาปัตยกรรมตามสไตล์ยุโรปได้อันโดดเด่นห้องสมุด


ลังจากเดินเล่นแถวนี้สักพักก็หิว แต่ไม่รู้จะกินอะไรดี เลยตัดสินใจเดินเล่นต่อไปเรื่อยๆ ตามตรอก ซอยเล็ก ๆ มีร้านหลากหลายมาก เราเจอร้าน ๆ หนึ่งคนเยอะๆ มากส่วนมากไม่ใข้คนต่างชาติ(บางทีอาจเป็นคนชาติอื่นที่คล้ายๆ คนที่นี้) เพราะสังเกตุดูเขาสามารถสื่อสารกัน และเลือกสั่งอาหารได้อย่างคล่อง แคล่ว เรานี้ก็สนใจว่ามันคืออะไร ได้แต่ยืนมอง สักพักว่าเขากินอะไรกัน และมันคืออะไร แต่ก็ยังไม่ได้ถามเขา คอยสังเกตการไปเรื่อยๆ  หลังจากที่ลูกร้านนี้จางลง เจ้าของร้านคงเห็นเรายืนมองนาน ก็เลยเรียกเราไปแล้วชี้ที่อาหาร 55555 ว่าเราต้องการอะไร เราก็พยายามสื่อสารภาษาอังกฤษ แต่ดูเหมือนพี่เขาจะไม่เข้าใจ (ครั้งแรกเราคิดว่าคนที่นี้ส่วนใหญ่น่าจะพูดอังกฤษได้ แต่มันไม่ได้เป็นเช่นนั้น) เราก็เลือกหลายอย่าง มองไปก็คล้ายลูกขิ้นบ้านเรา แต่เขามีหลากหลายมากกว่าและมีผักให้เลือกด้วย มีทั้งเห็ด หลายชนิดเป็นต้น หลังจากเลือกใส่เต็มจานแล้วก็เลือกน้ำจิ้ม เราก็ไม่รุู้อีกละ ว่ามันคือน้ำจิ้มอะไร แต่แม่ค้าก็ถามเราว่า สไปซี่ไหม เราก็โอเค แล้วยิ้ม เค้าก็ยิ้ม พอได้ของกินเรียบร้อยแล้วก็จ่ายไป 40 ดอลลาร์ฮ่องกง เมื่อได้ของกินเรียบร้อยแล้ว เราก็หาที่นั่งแถวนั้น มันก็คล้ายๆ ม้านั่งบ้านเรา เห็นว่ามีคนนั่งกินแถวนั้น  ลืมบอกไปว่าอร่อยมากๆ ^_^


เมื่ออิมแล้วก็เดินทางต่อ จริงๆ เราไม่มีจุดหมายว่าจะเที่ยวตรงไหนดีเย็นนี้ ได้แต่เดินดูของไปเรื่อยๆ อีกอย่างไม่ไกลสามารถเดินกลับที่พักได้ด้วย เดินไปสักพักก็เจอย่านคาสิโน อย่าถามน่ะแถวนี้เขาเรียกอะไรจำไม่ได้ 555 เห็นแสงสีสวยดีก็เลยถ่ายรูปมาฝากค่ะ


อีกภาพหนึ่งบริเวณนี้ จริงๆ แล้วบริเวณนี้ก็สวยงามเหมือนกันน่ะ มีตึกใหญ่มากมายดูแล้วก็เพลินดี แต่อย่าคิดไปเล่นล่ะ ในความคิดของเราการพนันไม่เคยทำให้ใครรวยขึ้นได้ ดูได้ ชมได้ แต่อย่างไปจมอยู่กับมัน

หลังจากนั้นก็หาทางเดินกลับที่พัก เพราะไม่อยากกลับที่พักดึก และอีกอย่างพรุ่งนี้จะได้เดินทางกลับ เกาะฮ่องกง เราเดินกลับที่พักประมาณทุ่มกว่าๆ คนยังเยอะ สงสัยส่วนใหญ่เขามาเที่ยวกันตอนกลางคืนแน่ มาดูแสงสียามค่ำคืน ^_^ ถึงที่พักแล้วอาบน้ำนอนดีกว่า พรุ่งนี้่ค่อยว่าอีกทีค่ะ

No comments:

Post a Comment