Saturday, September 21, 2013

ตอนที่ 7 แบกเป้เที่ยวฮ่องกง + มาเก๊า คนเดียว

บทความก่อนหน้านี้ ติดตามได้ตามลิงก็ข้างล่างค่ะ
ตอนที่ 3 วันแรกในมาเก๊า ตอนที่ 1/2
ตอนที่ 4 วันแรกในมาเก๊า 2/2
ตอนที่ 5 วันสุดท้ายในมาเก๊า
ตอนที่ 6 เที่ยวย่านเชิงวัน เกาลูนฮีสต์ และวัดวาอาราม

หลังจากเมื่อวานเที่ยวเยอะ วันนี้ขอแบบสบาย ขอตื่นสายหน่อย  อ้อ ไม่ใช่สายหรอก บ่ายเลย 555 ดื่มกาแฟแล้วไป The peak :) อยู่ในย่าน Central Hongkong นั่งรถ MRT มาส่งที่สถานีเซ็นทรัล ทางออก A  จากนั้นเดินมาท่าเรือสตาร์เฟอร์รี่ แล้วนั่งรถเมล์สาย 15 ไปลงที่ Peak Tram Station ก่อนนั่งรถรางขึ้นไปยังเดอะพีก หรือจะนั่งรถเมล์สาย 15C จากท่าเรือสตาร์เฟอร์รีไปเดอะพีกเลยก็ได้  แต่เราเลือกนั่งรถรางไปต่อ น่าจะสนุกดี :)
ย่านเซ็นทรัล หลังจากกองทัพทหารอังกฤษยกพลขึ้นบกราวปี ค.ศ. 1841 (ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ) และใช้เป็นศูนย์กลางที่ตั้งทางทหาร พื้นที่แห่งนี้ก็ได้รับการพัฒนาให้เป็นย่านการค้าและสำนักงานทางการเงินมาอย่างต่อเนื่อง จนกลายมาเป็นศูนย์กลางการเมืองการปกครอง ศูนย์กลางทางการเงินศูนย์กลางย่านการค้า และศูนย์กลางการคมนาคมของฮ่องกงในเวลานี้
นั่งรถเมล์สาย 15 ไปลงที่ Peak Tram Station หาง่ายมาก เพราะมีนักท่องเที่ยวรถอยู่ ตอนที่ฉันไปก็มาณ 10 คน ก็ถือว่าไม่เยอะเท่าไหรในความคิดของเรา
คนรถเข้าแถวเยอะมาก
ระหว่างรอรถราง
Peak Tram  พีกแทรม เป็นพาหนะเก่าแก่ที่สุดของฮ่องกง เปิดให้บริการมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1888 และถือเป็นแห่งแรกของเอเชียก็ว่าได้ เดิมทีเป็นรถรางที่ใช้พลังงานไอน้ำในการขับเคลื่อน แต่ในปี ค.ศ. 1926  ก็ได้ถูกเปลี่ยนมาเป็นระบบเกียร์ไฟฟ้าและเปลี่ยนเป็นการควบคุมด้วยระบบไมโครโปรเซสเซอร์ ซึ่งเป็นระบบใหม่ล่าสุดจากประเทศสวิตเซอร์แลนด์ในปี ค.ศ. 1989  (มีประสิทธิภาพและความปลอดภัยสูง) โดยตลอดเส้นทาง 1.4 กิโลเมตร คุณจะได้ชมทัศนียภาพอันแปลกตาของอ่าววิกตอเรียและเกาลูนในแบบเอียงกระเท่เร่ เปิดทุกวั้น ตั้งแต่เวลา 07-00 - 24.00 น. ผู้ใหญ่เที่ยวเดียว 25 HK$ ไป - กลับ 36 HK$ , เด็กและผู้สูงอายุเที่ยวเดียว 9 HK$ ไป - กลับ 16 HK$
ระหว่างรอรถรางมีอะไรให้ดูมากมาย The Peak Tram Historica Gallery สำหรับผู้ที่ซื้อตั๋วรถรางขึ้นเดอะพีก ถ้าต่อแถวชิดริมขวาเข้วไว้ก็จะได้ชมแลเลอรี่ขนาดเล็ก ซึ่งจัดแสดงแบบจำลองผู้โดยสารของรถรางตั้งแต่รุ่นแรกที่ซื้อมาในปี ค.ศ. 1926 เครื่องขับเคลื่อนพลังไอน้ำที่ปลดระวางแล้ว , ตั๋วโดยสารและเครื่องเจาะตั๋วรุ่นเก่าฯลฯ แบบไม่เสียเงินเลย 
ภายในตัวอาคาร The Peak
The Peak & Peak Tower เดอะพีกแอนด์พีกทาวเวอร์ (The Peak & Peak Tower) หรือ วิกตอเรียพีก (Victoria Peak)  เป็นอีกหนึ่งแหล่งท่องเที่ยวห้ามพลาดที่ตั้งอยู่บนยอดเขาสูงถึง 552 เมตร ซึ่งแต่เดิมเป็นเพียงพลับพลาเท่านั้น ทว่าในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ได้ถูกระเบิดทำลาย ในปี ค.ศ. 1960  จึงได้มีการสร้างอาคารรูปกล่องขนาด 2 ชั้นขึ้นมา และตั้งชื่อว่าพีกทาวเวอร์ (Peak Tower) ก่อนจะมีการรื้อถอนอาคารหลังเก่า และสร้างเป็นอาคารรูปขามขนาด 7 ชั้นขึ้นแทนในราวปี ค.ศ. 1993

โดยภายในมีทั้งพิพิธภัณฑ์หุ่นขึ้ผึ้งมาดามทูสโซส์ (Madame Tussaud's) ], โซนพีกเอ็กซ์พลอเรอร์โมซันซิมูเลซัน (Peak Explorer Motion Simulator) ที่มีเกมจากค่ายอีเอ ให้เล่นเพียบ, ร้านอาหาร, ตลาดขายของที่ระลึกจากฮ่องกง และจุดชมวิวตึกระฟ้าของฮ่องกงแบบ 360 องศา
Sky Terrace จุดชมวิวฮ่องกงบนเดอะพีกแอนด์พีกทาวเวอร์ (The peak & Peak Tower)  ซึ่งช่วงเวลาที่เหมาะแก่การชมวิวทิวทัศน์นั้น จะเริ่มตั้งแต่เวลา 17.30 น. เป็นต้นไป เพราะเป็นช่วงเวลาที่คุณจะได้เห็นวิวเมือง อ่าววิกตอเรีย หมู่เกาะทะเลจีนใต้ และฝั่งเกาลูนในช่วงพลบค่ำ ก่อนแสงไฟจากตึกต่างๆ จะค่อยๆ เปิดต้อนรับการมาเยือนของคนในเวลาต่อมา เรียกได้ว่าเห็นทั้งวิวกลางวันและวิวกลางคืนเลยทีเดียว
ที่นี้คนเยอะมาก ถ่ายรูปไม่ค่อยได้ มีแต่คน เขามีบริการถ่ายรูปให้ด้วย แต่เราไม่ได้ใช้เลยไม่รู้ว่าเขาคิดค่าบริการหรือฟรี  หลังจากอยู่นี้ได้สักพัก ก็เดินทางกลับ
ภายในตัวอาคาร The peak

ระหว่างเดินทางกลับ คนก็รอรถรางเยอะเหมือนเดิม :)

ระหว่างรอรถ ก็มีอะไรสวยให้ดูเยอะคะ
หลังจาก The Peak ก็กลับที่พัก เพราะพรุ่งนี้เรามีแผนว่าจะไป เกาะลัมมา (lamma Island) ตั้งแต่เช้า 

Friday, September 20, 2013

ตอนที่ 6 แบกเป้เที่ยวฮ่องกง + มาเก๊า คนเดียว

บทความก่อนหน้านี้ ติดตามได้ตามลิงก็ข้างล่างค่ะ
ตอนที่ 3 วันแรกในมาเก๊า ตอนที่ 1/2
ตอนที่ 4 วันแรกในมาเก๊า 2/2
ตอนที่ 5 วันสุดท้ายในมาเก๊า

จริงๆ แล้ววันนี้ฉันไม่มีแผนทำอะไรเลย หลังจากมาเก๊า ฉันก็ไปพักกับเพื่อนที่ย่านเกาลูน(Kowloon)  หรือเรียกว่า เก้ามังกร คือ พื้นที่ซึ่งในอดีตราวปี ค.ศ.1860 เคยเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษมาก่อน ปัจจุบันนอกจากจะได้ชื่อว่ามีย่านชอปปิงชื่อดัง อย่างจิมชาจุ่ม (Tsim Sha Tsui), เย๋ามาเต่ย (Yau Ma Tei), มงก๊ก (Mongkok) ซึ่งเต็มไปด้วยห้างสรรพสินค้า, ถนนคนเดิน และร้านค้าต่างๆ มากมายแล้ว ที่นี่ยังเป็นแหล่งเรียนรู้ทางวัฒนธรรม และ อื่นๆ

แหละแล้ววันหนึ่งก็ผ่านไป หลังจากเดินทางมาจากมาเก๊าวันแรกฉันก็ไม่ได้ทำอะไร นอกจากอยู่ห้องแล้วเช็คอีเมล์ วันที่สองก็เตรียมตัวออกเที่ยวตามเดิม :) ที่พักของเพื่อนอยู่ใกล็ MRT Mongkok สะดวกในการเดินทางมาก ปกติใช้เวลาเดิน ห้านาที แต่เราใช้เวลาเดิน ยี่สิบนาที แบบว่าหลง :)
วิวจากห้องเพื่อน
ตอนเช้าฉันไม่ได้กินอะไรนอกจากกาแฟและขนมปังที่ซื้อมาจากร้าน ชุปเปอร์มาร์เกต แถวนั้น หลังจากหนังท้องอิ่มก็ออกเดินทางเที่ยวต่อ วันนั้ฉันวางแผนว่าจะไปบริเวณที่มีรถรางวิ่ง อยากไปดูว่าสวยไหม 
รถราง
วันนี้ฉันมาเที่ยวย่าน เชิงวัน (Sheung Wan) ตั้งอยู่างทิศตะวันตกเฉียงเหนือของเกาะฮ่องกงใกล้กับเขตเซ็นทรัล ในอดีตเป็นส่วนหนึ่งของวิกตอเรียซิตี (Victoria City ชื่อเมืองที่ใช้เรียกพื้นที่ของเกาะฮ่องกงช่วงที่อังกฤษเข้ายึดครอง) โดยปัจจุบันย่านเชิงวันจะเต็มไปด้วยร้านค้าของคนจีนไม่ว่าจะเป็นสมุนไพรโสม ฯลฯ

รถราง มีหลากหลายรูปแบบและสวยด้วยค่ะ
หลังจากอยู่ที่นี้สักพัก ฉันก็เดินไปเที่ยวต่อบริเวณนี้ค่ะ Western Market เดิมทีอาคารหลังนี้มี 2 ส่วนด้วยกัน โดยส่วนแรกทางฝั่งใต้สร้างขึ้นในปี ค.ศ.1858 ก่อนจะมีการรื้อถอนในปี ค.ศ.1980 ส่วนที่สองทางตอนเหนือซึ่งมีขนาดเล็กและแข็งแรงกว่าถูกสร้างขึ้นในปี ค.ศ.1906  ตามสไตล์เอ็ดเวิร์ดเดียน (Edwardian)  เพื่อใช้เป็นตลาดอาหารทว่าในปี ค.ศ. 1988  ตลาด
Western Market
แห่งนี้ก็ได้ปิดตัวลง ก่อนจะมีการปรับเปลี่ยนครั้งใหญ่ในปี ค.ศ. 1990  และเปิดให้บริการอีกครั้งภายใต้ชื่อว่า "เวสเทิร์นมาร์เก็ต(Western Market)" ในปี ค.ศ.1991  ปัจจุบันหากคุณแวะเวียนมาที่ยวจะได้ชมร้านจำหน่ายของที่ระลึก, ร้านอาหาร, ร้านขายผ้า, ร้านขายของเก่า ฯลฯ ที่ยังคงเอกลักษณ์เหมือนเช่นในอดีต เดินทางโดย MTR Sheung Wan (สถานีเชิงวัน)  ทางออก B หรือ C ก็ได้
เดินไปอีกสักพักก็เจอ Hong Kong Museum of medical Sciences อาคารที่ใช้สถาปัตยกรรมแบบอังกฤษแห่งนี้สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1906 เพื่อใช้เป็นห้องแล๊บยาของฮ่องกง แต่ราว 90 ปี ก็ได้เมีการปรับปรุงให้เป็นพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์การแพทย์ เพื่อรวบรวมเรื่องราวและวิวัฒนาการทางการแพทย์ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ทั้งเครื่องมือเครื่องใช้, ห้องทดลอง, ห้องสมุด ฯลฯ เดินทางโดย MTR สถานี Sheung Wan ทางออก A2

ทางเข้า

หลังจากนั้น ก็นั่งรถไฟ ไปเที่ยวย่าน เกาลูนอีสต์ (Kowloon East) เป็นย่านวัฒนธรรมที่ห้ามพลาดเมื่อมาเยือนฮ่องกง เพราะมีถสานที่ที่องเที่ยวสำคัญหลายแห่ง อาทิ วัดหว่องไท่ซิน (Wong Tai Sin Temple)  วัดลัทธิเต๋าที่มีคนมากราบไหว้มากที่สุดแห่งหนึ่ง, นางซีซือหลิน (Chi Lin Nunnery ที่ออกแบบตามสถาปัตยกรรมในยุคราชวงศ์ถัง, เกาลูนวอลล์ซิตีพาร์ก (Kowloon Walled City Park) สวนสาธารณะที่ดีที่สุดของฮ่องกง


วัดหว่องไท่ซิน (Wong Tai Sin Temple)  หรือ วัดหวังต้าเซียน ที่ชาวไทยเราเรียกนี้ ถูกสร้างขี่้นในปี ค.ศ. 1921 เพื่ออุทิศให้กับหว่องไท่ซิน เด็กหนุ่มผู้ศึกษาลัทธิเต๋าจนกลายเป็นเทพหว่องไท่ซิน โดยวัดนี้ถือเป็นวัดลัทธิเต๋าแห่งหนึ่งที่มีคนมากราบไหว้มากมาย , ส่วนอีกเหตุผลที่ทำให้คนมากันมากก็คือ ความแม่นในการเสี่ยงเซียมซีนั่นเอง เดินทางโดย MTR สถานี Wong Tai Sin ทองออก B3
สำหรับสถาปัตยกรรมของวัดนั้นดูคล้ายวัดจีนสมัยโบราณ มีเสาสีแดงขยาดใหญ่กับหลังคาสีทองอร่ามใต้หลังคาตกแต่งหลังคาสีทองอร่าม ใต้หลังคาตกแต่งด้วยการเขียนลายไม้สีฟ้าแบบจีนและตัวอักษรสีเหลืองทอง ส่วนบริเวณรอบๆ จะมีอารามเจ้าแม่ กวนอิม, โขดหินรูปสิงโต, สวนน้ำตก และสวนที่จัดเลียนแบบสวนในปักกิ่ง 
สวนน้ำตก
บริเวณสวนน้ำ สวยงามมาก ถ้าใครชอบความสงบ หลังจากเดินเล่นในเมือง แนะนำให้มาที่นี้เลยค่ะ เงียบสงบร่มรื่น
Chi Lin Nunnery
หลังจากนั้นก็เดินไปเที่ยว Chi Lin Nunnery สำนักนางชีในพระพุทธศาสนาฝ่ายมหายานที่ใหญ่ที่สุด ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แห่งนี้ สร้างขึ้นตั้งแต่ปี ค.ศ. 1930 ก่อนแล้วเสร็จในปี ค.ศ.2000 โดยออกแบบตามสถาปัตยกรรมในยุคราชวงศ์ถังของจีนโดยไม่ใช้ตะปูในการยึดสักตัว
สำหรับอารามจะมีมากมายหลายหลัง แถมแต่ละหลังก็มีองค์พระโพธิสัตว์ให้ผู้คนได้กราบไหว้ด้วย ไม่ว่าจะเป็น "พระศรีอารยเมตไตรยหรือพระศรีอารย์" ที่เชื่อกันว่าเป็นสัมมาสัมพุทธเจ้าองค์สุดท้ายในภัทรกับ (อยู่ศาลาชั้นนอก). พระไภษัชยครู" ผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ หรือปางของพระโพธิสัตว์ที่คนไทยนำมาทำพระกริ่ง (อยู่ศาสลาชั้นในทางทิศตะวันออก), เจ้าแม่กวนอิม พระโพธิสัตว์แห่งความเมตตา (อยู่ที่ศาลาชั้นในทางทิศตะวันตก) และ "พระศากยมุนี หรือ พระสมณโคดม" พระพุทธเจ้าที่คนไทยเคารพบูชา (อยู่ศาชาชี้นในหลังใหญ๋ เดินทางโดย MTR สถานี ไดมอนด์ฮิลล์ (Diamond Hill) ทองออก C2 แล้วเดินตามป้าย Chi Lin Nuunery ไปอีกไม่ไกล


Lan Lian Garden  หากไหว้พระที่สำนักนางชีซือหลินแล้ว ก็อย่าลืมไปเที่ยวสวนสวยอันร่มรื่นฝั่งตรงข้ามด้วนนะคะ ซึ่งสวนนานเหลียน (Nan Lian Garden) จะเป็นสวนแบบจีนที่ผสมผสานกับสวนแบบญี่ปุ่นได้อย่างลงตัว ด้านในมีทั้งพิพิธภัณฑ์, ร้านน้ำชา, สระบัว, ร้านขายของที่ระลึก ฯลฯ เดินทางโดย MTR สถานี Diamond Hill ทางออก C2 แล้วเดินตามป้ายไป Chi Lin Nunnery
บริเวณสวน
หลังจากอยู่ที่สักพักก็กลับที่พัก  วันนี้เหนื่อยมาก และก็คุ้มด้วยเที่ยวทั้งวัน 555 สงสัยพรุ่งนี้คงตืนไม่ไหวแน่ ยังไงก็ติดตามพรุ่งนี้ต่อนะคะ

Thursday, September 19, 2013

ตอนที่ 5 แบกเป้เที่ยวฮ่องกง + มาเก๊า คนเดียว

บทความก่อนหน้านี้ ติดตามได้ตามลิงก็ข้างล่างค่ะ

ตอนที่ 3 วันแรกในมาเก๊า ตอนที่ 1/2
ตอนที่ 4 วันแรกในมาเก๊า 2/2

แบกเป้เที่ยวฮ่องกง + มาเก๊า ก็มาถึงตอนที่ 5 แล้วค่ะ ตอนนี้จะเดินทางกลับจากมาเก๊าเข้าเกาะฮ่องกง

ช่วงเช้ายังอยู่ในมาเก๊าอยู่ ตื่นเช้าปกติประมาณ 9.00 น. แล้วเช็คเอ๊า ฝากกระเป๋าไว้ทีโรงแรม แล้วเดินทางเที่ยวต่อ เรากะว่าจะไปเกาะฮ่องกง ตอนช่วงบ่าย อาหารเช้าของเราวันนี้คือที่กินเมื่อวานตอนเย็น
วันนี้อาหารเช้า เป็นร้านเดิม เจ้าของร้านจำเราได้ พอไปถึงมองหน้ายิ้ม แล้วจัดของให้เลย 55555 เมื่ออิ่มแล้วก็เดินทางเที่ยวต่อ ลาลาลา
กำแพงเมืองโบราณ
ส่วนของกำแพงเมืองโบราณ (Section of the Old City Walls) ชาวโปรตุเกสสร้างกำแพงเมืองรอบมาเก๊าตั้งแต่ปี 1569 แผนที่ต่างๆ จากสมัยนั้นแสดงให้เห็นว่ายกเว้นท่าเรือใน (Inner Harbour) ทางตะวันตกแล้ว ล้วนมีกำแพงล้มรอบเมืองมาเก๊าทั้งสิ้นและยังมีการสร้างป้อมต่างๆ ทำให้มาเก๊ามีปราการท่เข้มแข๊ง แต่ปัจจุบันส่วนที่ยังเหลืออยู่มีเพียงบางส่วนของกำแพงดั้งเดิมเท่านั้น
วัดนาชา
วัดนาชา (Na Tcha Temple) วัดนี้สร้างขึ้นในปี 1888 เพื่ออุทิศให้แก่ นา ชา (Na Tcha) โดยความคาดหวังว่าจะช่วยยับยั้งกาฬโรคที่ระบาดอยู่อย่างรุนแรงในตอนนั้นได้เมื่อเปรียบเทียบกับสิ่งก่อสร้างอื่นๆ โดยรอบอย่างเช่นซากโบสถ์ เซนต์ ปอล (Ruins of St.Paul's) วัด นา ชา เป็นเพียงอาคารเล็กๆ ที่สร้างด้วยวัสดุธรรมดาง่ายๆ แต่การออกแบบที่ผสมผลานสภาพความเป็นจริงกับภาพลวงตาทำให้เกิดความรู้สึกถึงความละเอียดอ่อนประณีตและงดงาม
สวนคาชา
สวนคาชา (Casa Garden) สวนนี้สร้างขึ้นในปี 1770 เป็นที่พักอาศัยของชนชั้นสูงชาวโปรตุเกส, นักการเมือง และพ่อค้าผู้ร่ำรวย ชื่อ มานูเอล เปไรร่า (Manuel Pereira) ตามลำดับ กล่าวไว้ว่าเป็นบ้านพักตากอากาศที่งดงามที่สุดในมาเก๊า บริษัทอีสต์อินเดีย (East India Company) ได้เช่าไปและปรับปรุงให้เป็นพิพิธภัณ์ในทศวรรษ 1960 และมูลนิธิโอเรียนตัล (Oriental Foundation) คือเจ้าของสวนนี้ในปัจจุบัน
จัตุรัส คามอล
จัตุรัส คามอล (Camoes Square) จัตุรัสอยู่ใกล้ ส่วนคามอส, โบสถ์ เซนต์ แอนโทนี่, และ สุสานโปรเตสแตนต์ ในบริเวณสวนมีต้นไม้เขียวชอุ่มและม้านั่งมากมายให้คนมาเก๊ามาพัก่อนหย่อนใจ 

หลังจากนั่งเล่นที่นี้สักพัก ก็เดินทางกลับที่พัก เพื่อเตรียมตัวไปเกาะฮ่องกง เรานั่งรถเมล์ไปท่าเรือ จากการหาข้อมูลทางอินเตอร์เน็ตว่ามีรถเมล์ไปท่าเรือ แต่เราดันนั่งผิดฝั่ง เราเดินมาจากโรงแรม แล้วรอรถ แต่รถดันไปอีกทางหนึ่ง นั่งจนสุดสาย ถึงรู้ว่านั่งรถผิดฝั่ง ถามคนบริเวณแถวนั้นก็ไม่มีใครพูดภาษาอังกฤษด้วย 

แต่จากการพยายามอธิบายหลายอย่างพี่ขับรถเมล์เลยเข้าใจ หลังจากนั่งรถเมล์สักพัก ก็เริ่มรู้ตัวว่าตัวเองนั่งเลยท่าเรือ 5555 มารู้ตัวอีกทีว่าทำไหมมันถึงนานนัก และจำที่เก่าได้ รถเมล์ที่เรานั่งมันไม่ได้เข้าไปในท่าเรือ มันผ่าน เราต้องรู้ว่าลงตรงนี้แล้วเดินเข้าไป แต่เราไม่รู้เลยหลง หลังจากนั้นเราก็หารถเมล์สายใหม่ เดินหา แล้วถามตำรวจ เข้าก็พอเราไปส่งป้ายรถเมล์ และบอกให้นั่งสายในเข้าไปในท่า วันนี้ผ่านไปอีกวันหนึ่ง

หลังจากถึงเกาะฮ่องกง เราก็นั่งรถไฟตรงไปแถวเกาลูน วันนี้จะมาพักกับเพื่อน เราจะอยู่ที่นี้อีกประมาณ ห้าวันยังไม่มีแผนในการเที่ยว บางทีอาจเดินเล่นไปเรื่อยๆ ^_^

Saturday, September 14, 2013

ตอนที่ 4 แบกเป้เที่ยวฮ่องกง + มาเก๊า คนเดียว

บทความก่อนหน้านี้ ติดตามได้ตามลิงก็ข้างล่างค่ะ

ตอนที่ 3 วันแรกในมาเก๊า ตอนที่ 1/2

ตอนที่ 2 มาเก๊ายามเย็น ตอนที่ 2/2

หลังจากนอนพักประมาณหนึ่งชั่วโมง ก็ได้เวลาเที่ยวต่อแล้ว เราวางแผนจะไปเที่ยวย่าน จัตุรัส เซนต์ เซนาโด (Senado Square) บริเวณนี้ มีสิ่งสำคัญอยู่มากมาย

จตุรัส เซนาโด (Senado Square) จัตุรัส เซนาโดเป็นศูนย์กลางของมาเก๊าตั้งแต่แรกเริ่ม ใช้เป็นสถานที่จัดกิจกรรมและงานฉลองต่างๆ มากมาย ตึกต่างๆ ทั้งสองข้างของจัตุรัสสร้างขึ้นในช่วงศตวรรษที่ 19 และ 20 ในปี 1993 ด้านหน้าของจัตุรัส มีการปูหินสีดำและขาวให้เป็นลวดลายคลื่นเพื่อดึงสีสันอันสดใสของตึกที่อยู่รอบข้าง

ตอนเย็นผู้คนมาเดินเล่นมากมาย มาทั้งคนพื้นเมืองและนักท่องเที่ยว และวันนี้เขามีงานแสดงโชว์อะไรสักอย่างบริเวณนี้ให้ดู ทำให้เพลิดเพลินไปอีกแบบ


สำนักแห่งความเมตตา (Holy House of Mercy) ก็อยุ่บริเวณนี้ สำนักแห่งความเมตตา บาทหลวงคนแรกของมาเก๊าตั้งสถาบันนี้ขึ้นในปี 1569   เพื่อดำเนินกิจกรรมการกุศลต่างๆ เป็นโรงพยาบาลตามแบบตะวันตกแห่งแรกในประเทศจีน มีทั้งสถานรับเลี้ยงเด็กและสถานเด็กกำพร้ำ อาคารหลักสร้างขึ้นตอนกลางศวรรษที่ 18 แต่ตึกที่ออกแบบตามสไตล์นีโอคลาสสิค ซึ่งยังคงอยู่ในปัจจุบันสร้างขึ้นในปี 1905 หากเข้ามาทางประตูด้านข้าง ผู้มาเยือนจะได้เข้าชม พิพิธภัณฑ์ในตัวอาคาร ซึ่งมีสิ่งที่น่าสนใจมากมายรวมทั้งข้าวของต่างๆ ที่มอบให้แก่คนจึนเพื่อช่วยเหลืองานของพวกมิชชันนารี และเป็นเครื่องแสดงให้เห็นอย่างดีว่า ศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิกเข้ามาฝังรากลึกได้อย่างไรในมาเก๊า


ซากประตูโบสถ์ เซนต์ ปอล (Ruins of St.Paul's) ซากโบสถ์ เซนต์ ปอล คือด้านหน้าส่วนที่เหลือของโบสถ์มาแตร์เดอิ (Mater Dei) ฃึ่งสร้าางขึ้นในปี 1602-1640 โบสถ์แห่งนี้เคยเป็นส่วนหนึ่งของวิทยาลัยเซนต์ ปอล (St.Paul's College) และเป็นหมาวิทยาลัยตามแบบตะวันตกแห่งแรกของเอเซียตะวันออก เกิดเพลิงไหม้ในปี 1835 ทั้งวิทยาลัยและโบสถ์ถูกทำลายจนเหลือแต่ด้านหน้าของตึก ฐานโบสถ์ส่วนใหญ่และบันไดหน้า ด้านหน้าของตึกแสดงให้เห็นถึงสไตล์ผสมระหว่างตะวันออกและตะวันตก และมีอยู่ที่นี้เพียงแห่งเดียวเท่านั้นในโลก


จตุรัส คอมปะนี ออฟ จีซัล (Company of Jesus Square) ตึกต่างๆ ที่อยู่รอบจัตุรัสนี้สร้างขึ้นระหว่างปี 1920 ถึง 1930 ยกเว้นเพียงสองหลังซึ่งสร้างขึ้นในศตวรรษที่ 19 ตามสไตล์นีโอคลาสสิค


ตึก ลีอัล เซนาโต (Leal Senado Building) สร้างขึ้นในปี 1784 ให้เป็นสำนักงานเทศบาลของมาเก๊า และผ่านการปรับปรุงหลายต่อหลายครั้งตึกที่เห็นปัจจุบันสร้างและปรับปรุงในปี 1784 ด้วยสถาปัตยกรรมตามสไตล์ยุโรปได้อันโดดเด่นห้องสมุด


ลังจากเดินเล่นแถวนี้สักพักก็หิว แต่ไม่รู้จะกินอะไรดี เลยตัดสินใจเดินเล่นต่อไปเรื่อยๆ ตามตรอก ซอยเล็ก ๆ มีร้านหลากหลายมาก เราเจอร้าน ๆ หนึ่งคนเยอะๆ มากส่วนมากไม่ใข้คนต่างชาติ(บางทีอาจเป็นคนชาติอื่นที่คล้ายๆ คนที่นี้) เพราะสังเกตุดูเขาสามารถสื่อสารกัน และเลือกสั่งอาหารได้อย่างคล่อง แคล่ว เรานี้ก็สนใจว่ามันคืออะไร ได้แต่ยืนมอง สักพักว่าเขากินอะไรกัน และมันคืออะไร แต่ก็ยังไม่ได้ถามเขา คอยสังเกตการไปเรื่อยๆ  หลังจากที่ลูกร้านนี้จางลง เจ้าของร้านคงเห็นเรายืนมองนาน ก็เลยเรียกเราไปแล้วชี้ที่อาหาร 55555 ว่าเราต้องการอะไร เราก็พยายามสื่อสารภาษาอังกฤษ แต่ดูเหมือนพี่เขาจะไม่เข้าใจ (ครั้งแรกเราคิดว่าคนที่นี้ส่วนใหญ่น่าจะพูดอังกฤษได้ แต่มันไม่ได้เป็นเช่นนั้น) เราก็เลือกหลายอย่าง มองไปก็คล้ายลูกขิ้นบ้านเรา แต่เขามีหลากหลายมากกว่าและมีผักให้เลือกด้วย มีทั้งเห็ด หลายชนิดเป็นต้น หลังจากเลือกใส่เต็มจานแล้วก็เลือกน้ำจิ้ม เราก็ไม่รุู้อีกละ ว่ามันคือน้ำจิ้มอะไร แต่แม่ค้าก็ถามเราว่า สไปซี่ไหม เราก็โอเค แล้วยิ้ม เค้าก็ยิ้ม พอได้ของกินเรียบร้อยแล้วก็จ่ายไป 40 ดอลลาร์ฮ่องกง เมื่อได้ของกินเรียบร้อยแล้ว เราก็หาที่นั่งแถวนั้น มันก็คล้ายๆ ม้านั่งบ้านเรา เห็นว่ามีคนนั่งกินแถวนั้น  ลืมบอกไปว่าอร่อยมากๆ ^_^


เมื่ออิมแล้วก็เดินทางต่อ จริงๆ เราไม่มีจุดหมายว่าจะเที่ยวตรงไหนดีเย็นนี้ ได้แต่เดินดูของไปเรื่อยๆ อีกอย่างไม่ไกลสามารถเดินกลับที่พักได้ด้วย เดินไปสักพักก็เจอย่านคาสิโน อย่าถามน่ะแถวนี้เขาเรียกอะไรจำไม่ได้ 555 เห็นแสงสีสวยดีก็เลยถ่ายรูปมาฝากค่ะ


อีกภาพหนึ่งบริเวณนี้ จริงๆ แล้วบริเวณนี้ก็สวยงามเหมือนกันน่ะ มีตึกใหญ่มากมายดูแล้วก็เพลินดี แต่อย่าคิดไปเล่นล่ะ ในความคิดของเราการพนันไม่เคยทำให้ใครรวยขึ้นได้ ดูได้ ชมได้ แต่อย่างไปจมอยู่กับมัน

หลังจากนั้นก็หาทางเดินกลับที่พัก เพราะไม่อยากกลับที่พักดึก และอีกอย่างพรุ่งนี้จะได้เดินทางกลับ เกาะฮ่องกง เราเดินกลับที่พักประมาณทุ่มกว่าๆ คนยังเยอะ สงสัยส่วนใหญ่เขามาเที่ยวกันตอนกลางคืนแน่ มาดูแสงสียามค่ำคืน ^_^ ถึงที่พักแล้วอาบน้ำนอนดีกว่า พรุ่งนี้่ค่อยว่าอีกทีค่ะ

Sunday, September 8, 2013

ตอนที่ 3 แบกเป้เที่ยวฮ่องกง + มาเก๊า คนเดียว

บทความก่อนหน้านี้ ติดตามได้ตามลิงก็ข้างล่างค่ะ

ตอนที่ 1 เที่ยวมาเก๊า

วันนี้ตื่นเต้นที่สุด เป็นการเดินทางเที่ยวแดนคาสิโนคนเดียว เคยเห็นแต่ในหนัง วันนี้แหละจะเห็นจริง ๆ ลา ลา ปกติเราสามารถข้ามไปมาเก๊าได้ด้วยบริการเรือเฟอร์รี ซึ่งมีผู้ให้บริการอยู่ 3 เจ้าคือ เทอร์โบเจ๊ต(TurboJET), เฟิร์สเฟอร์รี (First Ferry) และ โคไทเจ็ต (Cotai Jet)
TurboJET : เฟอร์รีของเอร์โบเจ๊ตให้บริการอยู่ทีท่าเรือฮ่องกงมาเก๊าเฟอร์รี (Hong Kong Macau Ferry Terminal) ซึ่งตั้งอยู่ติด กับ MRT สถานีเชิงวัน (Sheung Wan) ฝั่งฮ่องกง โดยเรือจะใช้เวลาเดินทางไปประมาณ 55 นาที และส่งผู้โดยสารที่ท่าเรือมาเก๊า(Macau Maritime Terminal) บนเกาะมาเก๊า
First Ferry : เฟิร์สเฟอร์รีจะรับ ส่ง ผู้โยสารที่ท่าเรือฮ่องกงไซน่าเฟอร์รี่ (Hong Kong China Ferry Terminal) บริเวณย่านจิมซาจุ่ยฝั่งเกาลูนโดยใช้เวลาเดินทางประมาณ 60-75 นาที และพาผู้โดยสารไปส่งที่ท่าเรือ Macau Maritime เช่นเดียวกับเฟอร์รีของเทอร์โบเจ๊ต
CotaiJet : เรือเฟอร์รี่ที่กำลังได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง เพราะค่อนข้างใหม่และเปิดให้บริการ 24 ชั่วโมง ที่สำคัญจุดลงเรือไทปา (Taipa Ferry Terminal) ยังห่างเดอะเวเนเซีย (The Venetian) คาสิโนชื่อดังของมาเก๊าเพียง 5 นาทีเท่านั้น โดยท่าเรือของโคไทเจ็ต (Cotai Jet) จะมี 2 แห่ง คือ HongKong Macau Ferry Terminal (ที่เดียวกับเทอร์โบเจ๊ต) และ Hong Kong China Ferry Terminal (ที่เดียวกับเฟิร์สเฟอร์รี)

เราเลือกนั่งของ TurboJET ค่าเรือไปมาเก๊า (Macau) 168 ดอลลาร์ฮ่องกง ชั้น Econ. Class ค่าเรือนี้เฉพาะวันจันทร์-อาทิตย์และวันหยุดอื่น วันอื่นค่าเรือก็อีกอัตราหนึ่งค่ะ ภายในเรือ หวังว่าจะเจอคนไทยสักคน แต่ไม่มี ^_^  
หนึ่งชั่วโมงผ่านไปก็ถึงท่าเรือมาเก็า หลังจากนั้นก็เดินมาคนอื่นเข้าไปเรื่อย ๆ 5555 ไม่รู้จริงต้องเดินทางไปยังงัย ไม่มีข้อมูลเท่าไร แค่จะไปมาเก๊าได้ข้อมูลมาไม่แน่นเท่าไหร นอกนั้นตามเข้า ทำเรื่องผ่านด่าน ตม. ไม่มีข้อมูล ข้อนี้เหมือนกัน เข้าใจว่าแค่ไปเกาะหนึ่งทำไม่ต้องผ่านด่าน ตม. แล้วเขียนอะไรมากมาย ลืมคิดไปว่ามาเก๊าไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของเกาะฮ่องกง หลังจากผ่านด่านต่างๆ เรียบร้อยแล้วก็นั่ง Taxi ไปที่พัก Ole London Hotel ครั้งแรกพี่ท่านฟังไม่ออก พูดอังกฤษไม่ได้ เราก็พยายาม และพูดหลายรอบ  ท่านพี่ Taxi จึงเข้าใจ ไอ้เราภาษาอังกฤษ ก็ใช้ว่าจะดี 5555 แต่ก็ยังหวั่นอยู่พี่เข้าจะพาไปถูกที่ีั่ไหมในที่สุดก็มาถูก 
ที่ตดสินใจพักที่นี้เพราะมีแหล่งท่องเที่ยวไกลที่นี้มากมาย สามารถเดินไปได้ เวลาเช็คอินของที่นี้เราต้องจ่ายค่ามัดจำห้องไว้ก่อน ตอนเช็คเอ้าเขาจะคืนให้ ค่ามัดจำห้องก็เท่ากับค่าห้อง ตอนที่เราพักค่าห้อง ประมาณ สองพันห้าร้อยบาท ไม่มีอาหารเช้า แตห้องสวยมี มีทุกอย่างครบ ทั้งเครื่องต้มน้ำร้อน โชคดีนำม่าม่า ที่ซื้อจากเกาะฮ่องกงมาด้วยพอถึงก็กินเลย ขอพักสักชั่วโมงแล้วค่อยไปเที่ยวต่อ

ป้ายรถเมล์ ระหว่างเดินทางไปไวัดอามา (A Ma Temple), มันเป็นความสุขอย่างบอกไม่ถูกเมื่อมาถึงที่นี้ แล้วมีแผ่นที่อันหนึ่งเดินไปเรื่อยๆ เปลี่อย เจอสิ่งมากมายแต่งต่างจากบ้านเรา และเกาะฮ่งอง มาเก๊าไม่อยู่ในความคิดที่จะมาเที่ยว เพราะจากที่เคยอ่านเขามักพูดถึง คาสิโน แต่เราไม่สนคาสิโน เราสนสิ่งสวยงามของบ้านเมืองนี้มากกว่า ประทับใจที่นี้ค่ะ เดินไปเรื่อยเปื่อย มองสิ่งสวยงามรอบๆ และ สะดุดตรงที่ป้ายรถเมล์เขาน่ารักดี เดี่ยวที่นี้เราไม่คิดจะใช้ แท๊กซี่เลย รถเมล์ก็เที่ยวได้อย่างสบาย แต่เดินเที่ยวดีกว่า ^_^ ไม่ใช่ประหยัดหรอก แต่เดินไปเรื่อยๆ ในที่แปลกหูแปลกตาก็มีความสุขดี ในภาพนี้จะเป็นป้ายรถเมล์ และ แฟรต

วัดอามา (A Ma Temple) วัดอามา คือวัดเก่าแก่ที่สุดและเก็บรักษาสิลปวัตถุเก่าแก่ซึ่งมีมูลค่ามหาศาลไว้มากมาย เป็นอาคารสถาปัตยกรรมที่คงอยู่มาได้ยาวนานที่สุดของมาเก๊า ในบริเวณวัดมีศาลซุ้มประตู (Gate Pavillion), หอเมตตาธรรม (Hall of Benevolence), ศาลเจ้าแม่กวนอิน (Hall of Guanyin) และศาลพระพทธ(ZhenJiao Chanlin) ฯลฯ เมื่อผู้ตั้งถิ่นฐานชาวโปรตุเกสรุ่นแรกมาถึงในศตวรรษที่ 16 และถามถึงชื่อเกาะก็ได้รับคำตอบว่า "อามาเกา" ซึ่งคือชื่อขงวัด ดังนั้นชาวโปรตุเกสจึงเรียกสถานที่นี้ว่า มาเก๊า
จัตุรัส บาร์รา (Barra Square) อยู่หน้าวัดอามา ตรงข้ามท่าเรือใน (Inner Harbour) บริเวณด้านหน้าประดับด้วยกระเบี้องโมเสกของโปรตุเกสที่ม่ีชื่อเสียง ใช้สีเหลืองหม่นและสีถ่านเป็นหลัก โดยจัดวางกระเบื้องเป็นลวดลายคล้ายคื่น สะท้อนการไหลของแม่น้ำที่อยู่ใกล้เคียง ก่อให้เกิดความรู้สึกถึงการหลังใหลของสายน้ำและให้บรรยากาศแบบริมทะเล

หลังจากนั่งอยู่ที่นี้สักพักก็เดินทางต่อจากวัดอามา แบบว่าเดินไปเรื่อยๆ ไม่มีจุดหมาย ถ้าคนชอบเที่ยวแล้ว การเดินไปเรื่อยๆ ในที่ต่างถิ่น ต่างบ้านต่างเมือง ก็คือการเที่ยวอีกอย่างหนึ่ง ไม่จำเป็นต้องไปที่สำคัญๆ ก็ได้ ^_^

รอบๆ วัดอาม่า 
สวยงามมาก เงียบสงบ คนไม่เยอะเท่าไร เหมาะกับการนั่งพักผ่อน หลังจากเดินมานอน เราเลยมานั่งเล่นตรงนี้สักพัก  ใช้เวลาอยู่นานเหมือนกัน :)  สักพักก็มีนักท่องเที่ยวคนอื่นเดินมานั่งด้วย
ค่ายทหารชาวมัวร์ (Moorish Barracks) สร้างในปี1874  โดยสถาปนิกชาวอิตาลีชื่อ  คาสซูโต (Cassuto) แต่เดิมใช้เป็นที่พักอาศัยของกองทหารชาวอินเดียจากเมือกัว (Goa) แต่ทุกวันนี้ได้กลายเป็นสำนักงานขององค์การบริหารการเดินเรือมาเก๊า (Macau Maritime Administration) ตัวอาคารแสดงให้เห็นถึงอิทธิพลของวัฒนธรรมอีสลามที่มีต่อการออกแบบ จริงๆ แล้วบริเวณนี้มีที่สวยงามมากมาย เดินไปเรื่อยๆ แต่เราไม่ค่อยรู้จักเท่าไร ก็อย่างที่บอกตอนต้น การเที่ยวต่างบ้านต่างเมือง ต่างถิ่น การเดินเป็นการท่องเที่ยวอีกอย่างหนึ่ง เพราะเราได้เห็นหลากหลาย วิธีการดำเนินชีวิตของคนเมือง นั้นๆ  ที่อยู่ : Calcada da Barra เปิดให้เข้าชม 9.00 - 18.00
คฤหาสน์ขุนนางจีน (Madarin's House) สร้างขึ้นก่อนปี 2869 คฤหาสน์หลังนี้เป็นที่พักอาศัยของ เชิง กวน ยิง (Zheng Guanying)  นักคิดชาวจีนผู้มีชื่อเสียง โดยสร้างส่วนบน, วัสดุก่อสร้าง ฯลฯ แต่มีการนำสไตส์ต่างประเทศเข้ามาใช้ร่วมด้วยเห็นได้จากการใช้อิฐสีเท่า, เพดานที่ออกแบบตามสไตล์อินเดีย, ส่วนบนของประตูและหน้าต่างที่เป็นรูปโค้ง ฯลฯ
ที่อยู่ : 10 Antonio da Silva Lane เวลาเปิด 10.00 - 18.00 (ปิดวันพุธ และ พฤหัสบดี)

ภาพบน จัตุรัส ลีเลา ภาพล่าง โบสถ์ เซนต์ ลอเรนซ์
จัตุรัส ลีเลา (Lilau Square) ในโปรตุเกส "ลีเลา" แปลว่า "น้ำพุบนภูเขา" แต่เดิมที่นี่คือแหล่งน้ำหลักสำหรับมาเก๊า เนื่องจากอยู่ใกล้ท่าเรือใน (Inner Harbour) ผู้ตั่งถิ่นฐานชาวโปรเกตุเกสรุ่นแรกได้มาอาศัยอยู่บริเวณนี้และมีภาษิตภาษาโปรตุเกสกล่าวไว้ว่า "ผู้ใดที่ดื่มน้ำจากลีเลาแล้วจะไม่มีวันลืมมาเก๊า หากไม่ตั้งบ้านเรือนอยู่ที่นี่ก็จะต้องกลับมาอีกครั้งอยู่ดี" ซึ่งแสดงถึงผูกพันของชาวท้องถิ่นที่มีต่อจัตุรัสนี้ได้เป็นอย่างดี อาคารรอบจัตุรัสลีเลาส่วนใหญ่เป็นอพาร์ตเมนท์ ซึ่งออกแบบและตกแต่งตามสไตล์โปรตุเกสให้บรรยากาศแบบยุโรปทางใต้

โบสถ์ เซนต์ ลอเรนซ์ (St. Lawrenc's Church) ถึงแม้จะสร้างมาตั้งแต่กลางศตวรรษที่ 16 แต่โบสถ์ เซนต์ คอเรนซ์ (St.Lawrence's Church) ที่เห็นในปัจจุบันนี้มาจากการบูรณะในปี 1846 บริเวณรอบๆ โบสถ์เคยเป็นย่่านคนร่ำรวย เห็นได้จากตัวอาคารที่หรูหรา ส่วนภายนอกอาคารนั้นอยู่ในสไตล์นีโอคาสสิคเจือด้วยสไตล์บารอก ที่อยู่ : Rua De Sao Lourenco หลังจากที่นี้ขอแวะะที่พักไปนอนสักหนึ่งชั่วโมง แล้วไปเที่ยวต่อ ^_^


ที่ที่เราจะไปเที่ยวตอนเย็นนี้เป็นอีกฝั่งของเมื่อตอนเช้า เราเดินออกจากโรงแรมไปถนนใหญ่ แล้วเลี้ยวซ้าย แล้วก็เดินไปเรื่อยๆ เจอโรงแรมนี้อยู่ตรงสี่แยก แต่จำไม่ได้ว่าชื่อโรงแรมอะไร เห็นสวยดี

อย่าลืมติดตามยามเย็นในมาเก๊าต่อน่ะค่ะ ^_^