การเตรียมตัวเที่ยวสิงคโปร์
วันแรกในสิงคโปร์
ตื่นนอนแต่เช้า ประมาณแปดโมงน่ะ อาบน้ำแต่งตัวเสร็จก็ไปหาอะไรทานแถว ๆนั้น หลังจากนั้นก็นั่งรถเมล์ ไปรถไฟฟ้า สถานีที่ใกล้ที่สุด ที่พักไม่ได้อยู่ใกล้กับรถไฟ แต่ไม่ต้องห่วงที่นี้การเดินทางสะดวกทุกอย่างและง่ายด้วย
วันนี้จะไปเที่ยวย่าน Little India และ Sentosa เที่ยวสบายๆ และไม่เน้นย่านชอปปิ้งน่ะค่ะ ย่าน Little Indian นี้ก็เหมือนแถวพาหุรัด บ้านเรา เดินบริเวณนี้ ได้กลิ่นเครื่องเทศตลอดทาง คนส่วนมากหน้าตาดุไม่ยิ้มแย่ม แต่ก็ไม่มีอะไร
การเที่ยวคนเดียวมันสนุกตรงที่ อยากไปไหนก็ไป อยากกินอะไรก็กิน ^_^ อยากหยุดก็หยุด
อาหารเช้า อันนี้อร่อยมากๆ ชื่อจำไม่ได้ ^_^
หลังจากเซอร์แสตมฟอร์ด ราฟเฟิลส์ (Sir Stamford Raffies) ได้เดินทางมาสิงคโปร์ เหล่าลูกเรือที่ติดตามมาด้วยก็ลงหลักปักฐานกันตามส่วนต่าง ๆ ของเกาะ โดยชาวอินเดียยึดพื้นที่แถวๆ แม่น้ำโรเซอร์ (Rochor River) ส่วนพ่อค้าชาวอาหรับได้เข้าครอบครองพื้นที่ย่านกัมปงกีลาม (Kampong Glam) ซึ่งเป็นที่อยู่ชาวมลายู และกษัตริย์ชาวมลายูนามว่า "ฮุสเซน (Hussein)" สุดท้ายย่านบูกิส (Bugis) เป็นย่านการค้าที่เกิดขึ้นภายหลังและขึ้นชื่อลือชามากเรื่องย่านโคมแดง (ช่วงปี ค.ศ.1960) ปัจจุบันทั้ง 3 ย่านได้แปรเปลี่ยนเป็นสถานที่ท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมอันสำคัญ และแหล่งชอบปิงน่าสนใจ
ร้านอาหารย่าน little India
Masjid Abdul Gafoor
Masjid Abdul Gafoor สุดยอดของความอลังการแบบทุ่มทุนสร้าง และเป็นหนึ่งในอนุสรณ์สถาน แห่งชาติอย่างเป็นทางการทั้ง 32 แห่งของสิงคโปร์ในเวลานี้ (ถูกขึ้นทะเบียนเป็นโบราณแห่งชาติในปี ค.ศ.1979) โดยมัสยิดอับดุลฆัฟฟูร์ เริ่มสร้างขึ้นในปี ค.ศ.1859 ก่อนแล้วเสร็จในปี ค.ศ.1910 เพื่อใช้เป็นแปล่งพักพิงของผู้ลี้ภัยหรือแสวงหาสันติ โดยใช้ทุนสร้ากว่า 2.5 ล้านเหรียญทีเดียว
สำหรับสถาปัตยกรรมที่ใช้จะเป็นการผสมผสานระหว่างศิลปะแบบชาวมัวร์(Moors) และอินเดียตอนใต้ โดยมีจุดเด่นอยู่ที่นาฬิกาแดดบริเวณด้านหน้าทางเข้ามัสยิด ซึ่งออกแบบเป็นรัศมี 25 แฉกเขียนด้วยอักษรอาหรับแทนชื่อของผู้แทนพระเจ้าหรือศาสดาพยากรณ์ที่ถูกเลือกไว้ 25 คน ปัจจะบันมัสยิดแห่งนี้จะใช้ประกอบพิธีกรรมทางศาสนา เป็นที่พบปะพูดคุยของผู้คนชาวมุสลิม รวมถึงฝึกอ่านคัมาภีร์อัลกุรอานด้วย
Little India Arcade
แนวตึกสีเหลืองคาดเขียวฝั่งตรงข้ามกับเต็กกะเซ็นเตอร์ก็คือ ตึกแถวที่สร้างขึ้นใน ค.ศ.1913 ซึ่งตอนนี้เต็มไปด้วยร้านรวงต่างๆ ทั้งร้านขายของที่ระลึก, ร้านขายเครื่องบูชา ฯลฯ เรียกว่าได้สัมผัสชีวิตความเป็นอยู่ อาหารการกิน กลิ่นธูปหอม และเสียงเพลงภารตะแบบอินเดียไปตลอดทางเลย ทว่าก่อนซื้อต้องดูให้ดีนะ เพราะบางอย่างก็มาจากเมืองไทยเรา
หลังจากเดินเล่นบริเวณ Little India สักพักก็ไปต่อที่ Sentosa อยากไปดูชายหาดสิงคโปร์
Sentosa เดิมที่สถานที่แห่งนี้เป็นหมู่บ้านชาวประมง ต่อมาเกิดโรคระบาดขึ้นเป็นเหตุให้ชาวประมงบนเกาะเสียชีวิตลงจำนวนมาก จึงมีการตั้งชื่อเกาะตามภาษามลายูว่า "บลากังมาตี(Blakang Maki)" อันหมายถึงเกาะแห่งความตายนั่นเอง ทว่าในช่วงสงครามโลก พื้นที่แห่งนี้ก็ถูกใช้เป็นป้อมปราการของกองทัพอังกฤษ เพื่อป้องกันการโจมตีจากทางน่านน้ำ เมื่ออังกฤษถอนทัพกลับไปในปี ค.ศ.1968 รัฐบาลสิงคโปร์จึงได้พัฒนาให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวและพักผ่อน ทั้งยังเปลี่ยนชื่อเกาะมาเป็นเซนโตซ่า (Sentona) อันหมายถึงเกาะแห่งสันติภาพและความสงบด้วย ก่อนเปิดต้อนรับนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกตั้งแต่ปี ค.ศ.1972 มาจนถึงปัจจุบัน
บริเวณ Universal
บริเวณ Universal
ไปที่นี้ไม่ได้เข้าชมอะไรค่ะ แค่เดินดูบริเวณรอบ ๆ นั่งดูการโชว์ มองผู้คนมาเที่ยว และถ่ายรูปแค่นี้ก็มีความสุขแล้ว ใช้เวลาอยู่ที่นี้จนถึงเย็นก็กลับที่พัก มีคนหลายคนบอกว่ามาเที่ยวสิงคโปร์ใช่เวลาไม่มาก แป็บเดียวก็เที่ยวหมด อันนี้เป็นเรื่องจริง ยิ่งเราไม่ชอบไปย่านช็อปปิ้งด้วยแล้ว เวลายิ่งมีมากขึ้น ส่วนมากเวลาที่เราเที่ยวที่นี้เสียไปกับการเดิน มองผู้คน นั่งอ่านนั่งสือ
เดี๋ยวเจอกันพรุ่งนี้ต่อน่ะค่ะ ยังไม่รู้ว่าไปไหนดี เดี๋ยวพรุ่งนี้คงรู้ ^_^
สรุปค่าใช้จ่ายวันนี้
- เติมเงิน Ez-Ling $10
- กาแฟเย็น $1
- Roasted duck with rice $3
- น้ำปลา (เขาบอกว่าดื่มน้ำจากก๊อกได้) แต่เราลองแล้วไม่ชอบกิน $2.90 ซื้อใน 7-11
- อาหารและเครื่องดื่ม 3.80+20.50=$24.30
รวมทั้งสิ้น $41.30
No comments:
Post a Comment