Sunday, November 25, 2012

ตอนที่ 2 เที่ยวพม่า ย่างกุ้ง - พุกาม - มัณฑะเลย์ ถึง ไจโท

บทความก่อนหน้านั้น
ตอนที่ 1 ย่างกุ้ง ( Yangoon)

วันที่ 12 พฤศจิกายน 2555

ตอนที่ 2 นี่จะเป็นการตะลุยพุกาม หลังจากเมื่อวานเราเที่ยวกันทุกที่ที่เราอยากไปกันใน ย่างกุ้งแล้ว วันนี้ก็ไม่มีอะไรมาก นอกจากเดินเด่นไปเรื่อย ๆ หาอาหารอร่อย ๆ กินกัน :) ร้านอาหารที่อร่อย ราคาถูก สะอาด และมีเมนู ภาษาอังกฤษ คือ ร้าน 999 Shan Noodle ข้าวขาหมูอร่อยมาก ๆ ค่ะ 

ลืมบอกไป เราซื้อตั๋วไปพุกามเมื่อวานรอบ 6 โมงเย็น ในราคา 15, 000 จ๊าค  ถึงพุกามประมาณ 4 โมงเช้า  แต่เราจะต้องไปสถานี่ขนส่ง อ๋องมินกาลา ประมาณ 3 โมงเย็น เพราะบางทีรถอาจติด ( แท็กซี่บอก) แหละก็เป็นจริงเช่นนั้น

New Wave Guest House
ในที่สุดก็ไดที่พักหลังจากหามาหลายที่  เราพักอยู่ที่New Waveราคา 17 ดอลลาร์ต่อคืน ห้องพัดลม  ห้องน้ำ รวม อยุ่ในย่าน Nyaung U เราคุยกับคนต่างชาติที่พักที่นี่ เขาบอกว่าช่วงนี้หายากมาก ทุกที่เต็มหมด ขนาดเมื่อวานยังมีคนนอนข้างนอกเลย ยกเว้นที่ราคาแพงยังมีอยู่ ไอ้เราก็มีงบประมาณในการพักแต่ละพื้นที่ ที่แพง ๆ ลืมไปได้เลย :)

ร้านอาหารริมทางในพุกาม ตรงข้ามที่พัก 
หลังจากเช็คอินแล้วก็หาอะไรกินแถวนี่หลังจากท้องอิ่ม ก็เริ่มลุย ครั้งแรกเราวางแผนว่าจะเช่ารถม้า ครึ่งวัน และ จักรยานครึ่งวัน แต่พอถามราคาแล้ว ขอเช่าจักรยานดีว่า เนื่องจากว่า รถม้าเต็มวัน 15,000 จ๊าค ครึ่งวัน 12,000 จ๊าค ส่วนรถจักรยาน 1,500 จ๊าค ทั้งวัน ถูกกว่าเยอะเลย

พอทุกอย่างพร้อม ทั้งรถ ( จักรยาน) ท้องอิ่ม  เราก็ไป Old Bagan เป้าหมายของเราคือ เจดีย์อนันดา(Ananda Phaya) และ เจดีย์มนูหะ แต่ในระหว่างทางก็แวะถ่ายรูปไปเรื่อย ๆ

ในที่สุดเราก็มาถึงจุดหมาย เจดีย์อนันดา (Ananda Pagoda) ค่าตั๋วเข้าชม 10 ดอลลาร์
ซึ่ีงใช่เที่ยวได้อาทิตย์หนึ่ง รวมเจดีย์ต่างบริเวณพุกามด้วย แต่ถ้าเราไม่มีเงินดอลลาร์ เราสามารถจ่ายเป็นเงินจ๊าคได้ แต่จะเสียเปรียบอย่างมาก ถ้าจ่ายเป็นเงินจ๊าคจะเป็น 10,000 จ๊าค

เจดีย์อนันดา ( Ananda Pagoda) เจดีย์อนันดาสร้างขึ้นโดยกษัตริย์จันสิทธะ (King  Kyanzittha)  เพื่อเป็นสัญลักษณ์แทนภูเขา นันทมูล (Nandamula) บนเทือกเขาหิมาลัยอันเนื่องมาจากการจาริกแสวงบุญมายังดินแดนพุกามของพระอรหันต์ 5 รูปเหล่าพระอรหันต์ได้ทูลเล่าถึงลักษณะวัดในอิเดียถวายพระเจ้าจันสิทธะ  พระองค์ทรงพอพระทัยมาก  จึงได้ดำรัสให้ก่อสร้างวัดขึ้นตามลักษณะที่เหล่าพระอรหันต์ได้พรรณา  แล้วตั้งชื่อว่าวัดอนันดา  ตามชื่อถ้ำที่พระอรหันต์ทั้ง 5 องค์อาศัยอยู่
เจดีย์อนันดานี้ยังได้รับการยกย่องว่าเป็นเพชรเม็ดงามแห่งสถาปัตย์ของพุกาม  เพราะถือว่าเป็นสุดยอดพุทธศิลป์สกุลพุกาม   ตัววิหารทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัสที่ใหญ่โตสง่างาม  มีมุขเด็จยื่นออกไปทั้งสี่ด้าน  หากดูตามผังลักษณะจะเหมือนกับไม้กางเขนแบบกรีก  ภายในวิหารมีพระพุทธรูปยืนที่แกะสลักด้วยไม้สัก  ประดิษฐานอยู่ทั้งสี่ทิศ  ผลงานฝีมือของช่างพม่าชั้นสูงที่ทำช่องให้แสงส่องสว่างเฉพาะองค์พระพุทธรูปซึ่งพระพักตร์ของพระองค์นั้นมีรอยยิ้มเปี่ยมเมตตา  สร้างความน่าเลื่อมใสแก่ผู้ไปสักการะ

พระพุทธรูปภายใน
พระพุทธรูปภายใน
บริเวณภายใน
หลังจากอยู่ที่นี้ประมาณหนึ่งชั่วโมง ก็ปั่นไป เจดีย์มนูหะ แต่ไม่ได้เข้าหรอก  แค่ผ่านเฉย ๆ เลยแวะถ่ายรูปมาฝาก
เจดีย์มนูหะ ( Manuha Pagoda)
วิหารมนูหะ (Manuha  Temple) วิหารแห่งนี้สร้างขึ้นโดยพระเจ้ามนูหะ(King Manuha)  กษัตริย์มอญที่ถูกจับตัวมาเป็นเชลยศักดิ์อยู่ที่พุกามพร้อมมเหสี  และพลเมืองมอญอีกว่า 30,000 คน ที่ถูกกวาดต้อน มาเมื่อครั้งที่พระเจ้าอโนรธาตีเมืองสะเทิมได้ใน ปี พ.ศ. 1600 และยึดพระไตรปิฎก 30 ชุดมาไว้ที่พุกาม  การที่พระเจ้ามนูหะทรงสร้างวิหารแห่งนี้ขึ้นก็เพื่อเป็นการถ่ายทอด  และระบายให้ได้รับรู้ถึงความอึดอัดใจ  และความไม่สบายใจที่พระองค์มีต่อการต้องตกเป็นเฉลยเช่นนี้

ภายในวิหาร ประดิษฐานพระพุทธรูปอยู่ 3 องค์ ซึ่งองค์ประธานนั้นมีขนาดมโหฬารบริเวณพระอุระชองพระพุทธรูปมีขนาดโตพองจนรู้สึกได้ถึงความอึดอัดที่ทับถมในจิตใจของพระองค์  หากเดินเข้าไปตามช่องว่างระหว่างวิหารกับพระพุทธรูป  จะพบกับพระพุทธรูปปางไสยาสน์อีก 2 องค์  ซึ่งก็ขนาดใหญ่โตจนทำให้วิหารคับแคบลงไปถนัดตาเช่นกัน

สถานีรถไฟพุกามู
วันนี้มีสิ่งที่สำคัญที่ต้องทำอีกอย่างคือ ซื้อตั๋วรถไฟไปมัณฑะเลย์ ( Mandalay) แล้วสถานทีอยู่ตรงไหนอ่ะ ไหน ๆ ก็พากันเช่ารถจักรยานกันแล้ว ถึบไปซื้อตั๋วรถไฟกันดีกว่า ตอนเย็นค่อยไปเจดีย์ ชเวสิกอง พอศึกษาแผ่นที่กันเสร็จก็เริ่มปั่นไปเลย ถามคนเรื่อย ๆ แต่ก็ไม่มีใครรู้สักคน บางท่านบอกอีก 3 กม. บางท่านก็ไม่เข้าใจ เราก็ใช้ภาษากายและเสียงเอาเลย บอกว่าปูน ปูน 555 บ้านเราบอกแบบนี่ก็น่าจะรู้ แต่ที่นั้นใช่ได้เฉพาะคนเท่านนั้น

มีเรื่องตลกเล่าให้ฟังระหว่างเดินทางไปสถานนีรถไฟ หลังจากถามคนไปเรื่อย ๆ ก็เจอเรื่องขำ ๆ ของป้าคนหนึ่ง เราก็ถามว่า where's train station ป้าแก ก็ฟังสองสามรอบ อ้อ train train แก่ก็พาเราเดินไป ไอ้เราก็งง มันอยู่แถวนี้เหรอ พยายามมองหารถไฟก็ไม่เจอ เอ๊ะ ไม่เป็นไรเดินตามท่านไป ท่านเป็นคนพื้นเมืองนี้หว่า พอไปถึง ก็ถึงบ้างอ้อ แก่พาไปห้องน้ำ แก่เข้าใจว่า Toilet 555 อันนี้ก็ขำกันใหญ่ ทั้งเรา เพื่อนเรา ป้า และ เพื่อน ๆ ของ ป้า ที่เข้าใจผิดกัน

ในที่สุดก็ลาป้าแก่ไป และถามคนอื่นไปตลอดทาง จนกระทั่งถึงสถานีรถไฟ โอ้มายก๊อด พากันตี้นเต้นมากเลย เราปั่นจักรยาน 3 ชม. กว่าจะมาถึง ท้อก็หลายรอบ แต่ไม่อยากกลับยังไงก็มาแล้ว เพื่อนเรามันวางแผนไว้ว่า ขากลับไม่ขอปั่นเพราะไกลมาก จะหารถแถวนั้นแล้วเอาจักรยานปั่น เราก็บอกไม่ต้องตอนมาเราไม่รู้ มันถึงไกล แต่ตอนกลับเรารู้มันแป๊บเดี่ยว มันก็ไม่ยอม

ร้านขายขนมบนสถานีรถไฟ
พอเดินไปในสถานี ก็เจอคนพม่ายืนต่อแถว เพื่อซื้อตัว ไอ้เพื่อนเราก็ไปต่อแถวต่อ เราบอกให้ไปถามเลยไม่ต้องต่อแถวหรอก เพราะเรามาจอง ไม่ได้มาซื้อเพื่อไปวันนี้ มันก็ยังยืนอยุ่ เรารำคาญก็เลยเดินหน้าไปชะโงกดู เจ้าหน้าที่อีกท่านเห็น เลยได้โอกาสถามเกี่ยวกับการจองตั๋วรถไฟไปมันฑะเลย์พรุ่งนี้ เจ้าหน้าที่เรียกให้เข้าข้างใน เพื่อขอรายละเอียดและ พาสปอร์ต ตั๋วรถไฟราคา 10 ดอลลาร์ รถออก 7.30 น และ ถึง 14.00 น

หลังจากได้ตั๋วรถไฟแล้วก็พากันปั่นจักรยานกลับเนื่องจากเพื่อนไม่สามารถหารถแถวนั้นได้ เราก็แอบดีใจ  เพราะจะได้ปั่นไปต่อที่เจดีย์ชเวสิกอง ซึ่งตอนกลับใช้เวลาแค่ 20 นาทีก็ถึงแล้ว

เจดีย์ชเวสิกอง ( Shwesigon Pagoda) เป็นมหาเจดีย์ที่บรรจุพระทันตธาตุของพระพุทธเจ้า สร้างโดยพระเจ้าอโรรธามหาราชพระองค์แรก ผู้รวบรวมชนชาติพม่าเป็นปึกแผ่นได้เป็นครั้งแรกในอาณาจักรพุกามเมื่อ 900 ปีเศษมาแล้ว ภายหลังทรงยกทัพไปตีมอญที่อาณาจักรสุธรรมวดี ได้แล้วทรงกวาดต้อนชาวมอญ ตลอดจนช่างฝีมือ นักปราชญ์ และ ราชบัณฑิตมาที่เมืองพุกาม ทำให้พม่าได้รับอิทธิพงศิลปวัฒนธรรมจากมอญมาโดยไม่รู้ตัว ดังเช่น รูปร่างของเจดีย์ชเวซิกอง ก็มีรูปทรงระฆังคว่ำแบบมอญ ก่อนที่จะมีพุทธศิลป์ สกุลช่างพุกามเกิดขึ้น "ชเวซิกอง" แปลว่า "เจดีย์ที่ตั้งอยู่บนพื้นทราย"


 หลังจากอยุ่ที่ได้สักพัก ก็กลับที่พัก และเตรียมตัวสำหรับโปรแกรมพรุ่งนี้ต่อ

ติดตามได้ใน ตอนที่ 3 มัณฑะเลย์ น่ะค่ะ

Saturday, November 24, 2012

ตอนที่ 1 เที่ยวพม่า - ย่างกุ้ง - พุกาม - มันฑะเลย์ ถึง ไจโท

บทความก่อนหน้านั้น ขั้นตอนการเตรียมตัว

เดินทางไปย่างกุ้ง

เช้าวันที่ 10 พฤศจิกายน 2555 ตื่นแต่เช้านั่งแท็กซี่ไปสนามบินดอนเมือง วันนี้คนเยอะมาก การเช็คอินไม่เคลื่อนไหว เนื่องจากคอมพิวเตอร์มีปัญหา บางท่านเครื่องจะออกอีกครึ่งชั่วโมงยังไม่ได้เช็คอินอีก เราก็ต้องคอยต่อไป ประมาณ 2 ชม. ก็ได้เช็คอิน  หลังจากเช็คอินเสร็จ ก็วิ่งไป ตม. และ ขึ้นเครื่อง เป็นอันเสร็จพิธี เวลาที่ประเทศพม่าช้ากว่าประเทศไทย 30 นาที ยังไงก็อย่าลืมปรับเวลาน่ะค่ะ

ถึงสนามบินย่างกุ้งตามกำหนดหมาย หลังจากนั่นเช็คอิน ผ่านด้าน ตม. ก็แลกเงินที่สนามบินเลย ( อันนี้เป็นสิ่งไม่ควร เพราะเรทไม่ดีเลย)  แต่ด้วยความใจร้อนของเรา และยังใหม่อยุ่ พอเห็นต่าวชาติยื่นรอแถวแลกเยอะ เราก็ตามเขา เรทที่แลกในสนามบินขณะนั้น 1 ดอลลาร์ 844 จ๊าค แต่ถ้าเราแลกในย่านสุเหล่ กับ Black market เราจะได้เรท 1  ดอลลาร์ 900 จ๊าค ซึ่งมีให้แลกมากมายบริเวณนั้น แค่เดินผ่าน เขารู้เราเป็นคนต่างชาติ ก็เดินตามไม่เลิก พยามยามที่จะเสนอราคาให้

อันที่จริงถ้าใครไม่ได้พกเงินดอลลาร์ไป ก็สามารถนำเงินไทยแลกได้ ที่หน้าสนามบิน (แต่เป็น ตลาดมืดน่ะ ) กรณีนี้เกิดขี้นกับเพื่อนเรา เนื่องจาก ไม่ได้แลกเงินดอลลาร์ไป นำเฉพาะเงินไทยไป แท๊กซี่ก็มาถามว่าไปไหน ไปตัวเมืองหรือเปล่า ไอ้เพื่อนเราก็บอกว่า มีที่แลกเงินหรือเปล่า ที่เป็นเงินบาทน่ะ เขาก็บอกมีให้เราเดินตามไป ซึ่งอยู่ในบริเวณรอแท็กซี่นั้นแหละ จะมีป้าคนหนึ่งคอยให้แลก ส่งสัยแกจะพกเงินมาทุกสกุลอ่ะ เพื่อนเราแลกไปนิดหน่อย อัตราอยู่ที่ 1 บาท เท่ากับ 24 บาท (แปลกอ่ะ อัตราแลกเปลี่ยนดีกว่าตลาดมืด ในย่านสุเหล่เสียอีก) บริเวณสุเหร่ 1 บาท เท่ากับ 23 บาท

หลังจากแลกเเงินเรียบร้อยแล้ว ก็เรียกแท็กซี่ไปที่ Okinawa GH ย่านสุเหล่ เขาคิด 10 ดอลลาร์ แต่เราเคยอ่านเจอตามเว็บไซค์อื่น เขาบอกให้ต่อไป 8 ดอลลาร์ เราก็ต่อตั้งนานก็ไม่ได้เสียที เขาบอกว่าราคาเปลี่ยนแล้ว ราคานั้นตอนนี้ไม่ได้แล้ว เราก็ชวนเพื่อนเดินไปที่อื่น ทำเป็นไม่สนใจ ในที่สุดเราก็ได้ในราคา 8 ดอลลาร์

ในที่สุดก็มาถึง Okinawa GH แต่ดันไม่มีห้องว่าง มีว่างแต่ห้องราคา 30 ดอลลาร์ เราก็ถามว่าห้องที่ถูกว่านั้นไม่มีเหรอ เขาบอกไม่มี เราก็เลยเดินออกกับเพื่อน พอเห็นเรากับเพื่อนเดินออก ดันบอกว่ามีออกหนึ่งเขากำลังเช็คเอาค์พอดีราคา 17 ดอลลาร์ ( แหมครั้งแรกบอกไม่มี) บวกอาหารเช้า แต่ห้องน้ำร่วมน่ะ

หลังจากเช็คอินเรียบร้อยก็ไปหาอะไรกิน และ หาอินเตอร์เน็ตใช่ ในที่สุดก็เจอร้านหนึ่งชื่อ  Caffe KSS อยู่ย่านสุเหล่นั้นแหละ
อาหารมื้อแรก คือ ก๋วยเตี๋ยราคา 2,000 จ๊าค หลังจากทองอิ่มแล้ว ก็เดินไปเที่ยว พระเจดีย์สุเหล๋ ซี่งอยุ่ไม่ห่างจากร้านนี้เท่าไหร่

พระเจดีย์ซูเหล่ ( Sule Pagoda) เจดีย์ทรงแปดเหลี่ยมกลางเมืองย่างกุ้ง สร้างในสมัยที่อังกฤษยังปกครองพม่าอยู่เปรียบเจดีย์ซูเหล่นี้ได้ดังหัวใจของย่างกุ้ง เพราะชาวอังกฤษได้วางผังเมืองให้เจดีย์นี้ เป็นศูนย์กลาง ค่าตั๋วเข้า พระเจดีย์ซูเหล่ 2,000 จ๊าค และมีที่ให้รับฝากร้องเท้าด้วย เขาบอกว่าฟรี แล้วแต่บริจาค พอบริจาคน้อยกว่า 1,000 จ๊าค ก็บอกน้อยไป ( แล้วมันฟรีตรงไหนเนี้ย)


หลังจากอยู่ที่เจดีย์ซูเหล่ ประมาณ 30 นาที ก็นั่งแท็กซี่ไป เจดีย์ชเวดากอง ค่าแท็กซี่ 2,500 จ๊าค


เจดีย์ชเวดากอง (Shwedagon Pagoda) "ชเว" คือ ทอง ส่วน "ดากอง" คือชื่อเดิมของเมืองย่างกุ้ง สมัยที่พระเจ้าอลองพญาสถาปนาเมืองเล็กริมฝั่งแม่น้ำแห่งนี้ขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2298 กล่าวกันว่า "ทอง" แห่งมหาเจดีย์มหาศาลกว่าทองในธนาคารแห่งอังกฤษ ซึ่งน้อยคนปฏิเสธความเป็นไปได้ ประวัติความเป็นมาของมหาเจดีย์องค์สำคัญนี้ ที่มีผู้ค้นคว้าและบันทึกไว้อย่างน่าอ่านก็คือ ข้อมูลจากหนังสือ "พม่า" ในชุด "หน้าต่างสู่โลกกว้าง"
 ตามตำนานกว่า 2,500 ปี ของเจดีย์แห่งนี้กล่าวไว้ว่าเป็นที่บรรจุพระเกศาธาตุทั้งแปดเส้นของพระพุทธเจ้า และพระบริโภคเจดีย์ของพระอดีตพระพุทธเจ้าทั้งสามองค์ องค์สถูปหุ้มด้วยทองคำทั้งหมด 8,688 แท่ง แต่ละแท่งมีค่ามากกว่า 400 ยูเอสดอลลาร์ ปลายยอดสถูปประดับด้วยเพชร 5,448 เม็ด ทับทิม นิล และบุษราคัมอีก 2,317 เม็ด มีมรกตเม็ดเขื่องอยู่ตรงกลาง เพื่อรับลำแสงแรกและลำแสงสุดท้ายของดวงอาทิตย์ ทั้งหมดนี้ประดับอยู่ด้านบนเหนือฉัตรขนาด 10 เมตร ซึ่งสร้างขึ้นบนไม้หุ้มทองเจ็ดเส้น ประดับด้วยกระดิ่งทองคำ 1,065 ลูก และกระดิ่งเงิน 420 ลูก รอบองค์สถูปรายล้อมไปด้วยสิ่งปลูกสร้างกว่า 100 หลัง มีทั้งสถูปบริวาร วิหารทิศ วิหารราย และศาลาอำนวยการ

 เจดีย์แห่งนี้ถูกสร้างขึ้นในสมัยพวก บะกัน เรื่องอำนาจ พระเจ้าอโนรธา เคยเสด็จประพาสชเวดากองระหว่างการรบพุ่งทางใต้ในศตวรรษที่ 11 พระเจ้าบญาอู แห่งพะโค ก็ทรงบูรณะเจดีย์แห่งนี้ในปี พ.ศ.1925 และ 50 ปีต่อมา พระเจ้าเบียนยาเกียนก็โปรดให้ยกองค์สถูปให้สูงขึ้นไปถึง 90 เมตร
 ผู้สืบราชบัลลังก์ต่อจาก พระเจ้าเบียนยาเกียน คือ พระนางฉิ่นซอปู้ หรือ นางพญาตะละเจ้าท้าว ได้ทรงสร้างลานและกำแพงล้อมรอบองค์สถูป และพระราชทานทองคำเท่าน้ำหนักพระองค์เอง 40 กิโลกรัม ให้นำไปตีเป็นแผ่นทองหุ้มสถูป เป็นแบบอย่างให้กษัตริย์รุ่นหลัง ๆ ทรงประพฤติปฏิบัติตาม ทั้งนี้เพราะพายุลมฝนในช่วงมรสุมนั้นโหมแรง จนทำให้แผ่นทองคำชำรุดหลุดร่วงลงมาอยู่บ่อย ๆ พระเจ้าธรรมเซดี ผู้สืบราชสมบัติต่อจากพระนางก็ได้ทรงบริจาคทองคำหนักเป็นสี่เท่าของน้ำหนักพระองค์เอง เพื่อบูรณะซ่อมแซมพระเจดีย์ ขอเล่าคร่าว ๆ แค่นี้แล้วกัน :) อ่านเพิ่มเติ่มได้จาก เจดีย์ชเวดากอง (Shwedagon Pagoda) ค่าตั๋วเข้าชม 4,500 จ๊าค ( ถ้าไม่อยากฝากร้องเท้าไว้ ก็ถือไปด้วยก็ได้)

หลังจากใช้เวลาอยู่ที่ เจดีย์ชเวดากองประมาณ 2 ชม. ก็พากันไปไหว้พระตาหวานต่อ ค่าแท็กซี่ 2,000 จ๊าค จาก เจดีย์ชเวดากอง ไป พระตาหวาน
พระพุทธไสยาสน์เจาทัตยี หรือพระตาหวาน เป็นพระนอนปางพุทธไสยาสน์องค์ใหญ่ มีความยาวกว่า 70 เมตร เป็นพระนอนที่ใหญ่ที่สุดและมีความงดงามที่สุดของประเทศพม่า ทั้งพระพักตร์และขนตาที่งดงาม ดวงตาของท่านเป็นแก้ว สั่งผลิตมาจากต่างประเทศ โดยเฉพาะรวมไปถึงพระจีวรที่มีความพริ้วไหวสมจริงและเมื่อเดินมายังปลายสุดพระบาทของพระนอนองค์นี้ ตรงที่พระบาทมีภาพวาดเป็นมิ่งมงคลสูงสุด เพราะประกอบด้วยลายลักษณธรรมจักร ในบริเวณใจกลางฝ่าพระบาทและล้อมด้วย รูปมงคล 108 ประการ ด้านหน้าวัดก็จะมีร้านค้าขายของที่ระลึกมากมาย
หลังจากจบโปรแกรมวันนี้ก็พากันนั่งแท็กซี่กลับย่านสุเหล๋ ค่าแท็กซี่ 2,000 จ๊าค แล้วหาอะไรกินแถวนั้น และจองตั่วรถบัสไป พุกาม คนล่ะ 15,000 จ๊าค ติดต่อตอนต่อไปในพุกาม น่ะค่ะ

เที่ยวพม่า จากย่างกุ้ง - พุกาม - มัณฑะเลย์ ถึง ไจโท

ขั้นตอนการเตรียมตัว

ครั้งแรกไม่เคยมีความคิดที่จะไปเที่ยวพม่าเลย หลังจากเพื่อนจุดฉนวนและชวน เราก็เริ่มค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับประเทศพม่า หลังจากได้ข้อมูลครบแล้ว ใจของเราก็ไปอยูพม่าแล้ว 5555 แต่ไอ้เพื่อนของเรานี่ซิ เริ่มไม่แน่นอนว่าจะไปหรือเปล่า เมื่อเป็นเช่นนั้น เราเลยคิดว่า ยังไงก็มีใจแล้ว ไปคนเดียวก็ได้ว่ะ

เอ๊ะ ประเทศพม่าต้องขอวีซ่านี่หว่า แล้วจะทำยังไงเนี้ย หลังจากนั้นก็หาข้อมูลจากอินเตอร์เน็ตตามเคย หลายเว็บไซค์เหมือนกันอ่านหลายคนเขียนก็ตอบไม่เหมือนกัน แต่คล้ายๆ กัน บางคนก็บอกว่าง่าย บ้างคนก็บอกไม่ง่าย งั้นขอใช่ประสบการณ์การจริงของตัวเราเองแล้วกัน

การขอวีซ่าธรรมดาใช้เวลา 3 วันทำการ ค่าธรรมเนียมวีซ่าท่องเที่ยว 810 บาท แต่ถ้าต้องการเร่งด่วนต้องเสียค่าธรรมเนียมเพิ่ม 450 บาท , วีซ่านักท่องเที่ยวต้องไปยื่นด้วยตัวเอง ส่วนในวันรับให้ใครไปรับแทนก็ได้
การขอวีซ่าธุรกิจค่าธรรมเนียมเข้า - ออกครั้งเดียว 1,440 บาท , วีซ่าธุรกิจค่าธรรมเนียมเข้า - ออกหลายครั้ง 7,200 บาท และต้องมีหนังสือเชิญจากพม่าด้วยน่ะค่ะ

สถานฑูตพม่าอยู่ฝั่ง โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียน ลงรถไฟฟ้า ( BTS) สถานีสุรศักดิ์ เดินไปประมาณ 5 นาทีก็ถึงแล้ว (ถ้านั่งมอเตอร์ไซค์รับจ้าง 20 บาท)

การเตรียมเอกสารในการขอวีซ่าพม่า
1. หนังสือเดินทาง ( Passport) มีอายุคงเหลือไม่น้อยกว่า 6 เดือน ( พร้มสำเนา 1 ฉบับ
2. รูปถ่ายขนาด 2 นิ้ว จำนวน 2 ใบ ( พื้นหลังสีขาว) ใบหนึ่งติดแบบฟอร์มการขอวีซ่ามุมขวา อีกใบแนบไปด้วย (อาจจะเอาคลิปหนีบก็ได้)
3. แบบฟอร์มการขอวีซ่า Application for entry tourist visa เป็นแบบฟอร์มหนึ่งหน้า ดาวน์โหลดได้จากที่นี่
http://www.myanmarvisaonarrival.com/download/ApplicationformMyanmar2.pdf
ท่านสามารถกรอกแค่หน้านี่หน้าเดียวก็ได้ ไม่จำเป็นต้องกรอกอีกหน้า (ด้านหลัง) Work History for Visa Application อันนี้ขอยืนยัน เนื่องจากเพิ่งไปยื่นวีซ่ามาเมื่อวันที่ 2 พ.ย. 55 นี้เองไม่มีปัญหาอะไร ( Work History for Visa Application นี่สำคัญกับคนต่างชาติ ที่ต้องการไปพม่า แต่ขอวีซ่าผ่านประเทศไทย )

หลังจากเตรียมเอกสารเรียบร้อยแล้ว ก็เตรียมตัวไปยื่น เราไปถึงสถานฑูตเวลาประมาณ 8.50 น ( ใจจริงตั้งใจไปว่าจะไปถึงตั้งแต่ 7 โมง หรือ 7.30 โมงเช้า แต่ตื่นไม่ทัน) พอไปถึงก็มีคนยื่นต่อแถวอยู่แล้วน่าจะประมาณ 20 ท่าน ก็ถือว่าไม่เยอะเท่าไหร่โล่งใจหน่อย

การเข้าแถวนี้เพื่อรับบัตรคิวช่อง 4 คนไทยและคนต่างชาติเข้าแถวเดียวกันหมด พอ 9 โมงประตูก็เปิด การทำงานเร็วดีมากไม่ล้าช้า แต่เห็นคนไทยกลุ่มหนึ่งเดินเข้าไปเลย ไม่ต่อคิว เราก็งง เอ๊ะ เกิดอะไรขึ้น (จริง ๆ แล้วเคยอ่านเจอว่าคนไทยไม่ต้องต่อคิว ให้ไปช่อง 3 คนไทยได้เลย ) แต่ไม่จริงอ่ะ เพราะเราพึ่งไปยื่นมา คนไทยกลุ่มนั้นเดินบนใหญ่เลย ว่าเพื่อนบอกมาทำให้หน้าแตก  เพราะเขาไม่รับ เขาให้ไปต่อแถวเพื่อรับบัตรคิวก่อน หลังจากได้บัตรคิวแล้ว เขาจะตรวจเอกสารรับ แล้วให้บัตรคิว รอรับยื่นเอกสารและจ่ายเงิน

ขั้นตอนนี้คนไทยจะเร็วมาก เพราะมีคนไทยไม่เยอะไปขอวีซ่า แต่ถ้าช่องคนต่างชาติ ต้องรอนานหน่อย  หลังจากยื่นเอกสารเรียบร้อยแล้วก็จ่ายเงิน 810 บาท เจ้าหน้าที่จะให้ใบนัดรับหนังสือเดินทาง เป็นอันจบการยื่นวีซ่า เราใช้เวลาทั้งสิ้นแค่ 20 นาทีเอง

เวลาทำการยื่นวีซ่าจันทร์ - ศุกร์ 9.00 - 12.00 น
เวลารับเล่มตามใบนัดจันทร์ - ศุกร์ 15.30 - 16.30 น