Thursday, February 21, 2013

ตอนที่ 4 เที่ยวพม่า ย่างกุ้ง - พุกาม - มัณฑะเลย์ ถึง ไจโท


บทความก่อนหน้านั้น

ขั้นตอนการเตรียมตัว
ตอนที่ 1 ย่างกุ้ง (Yangoon)
ตอนที่ 2 พุกาม (Bagan)
ตอนที่ 3(2) มัณฑะเลย์ (Mandalay)
ตอนที่ 3(1) มัณฑะเลย์ (Mandalay)
ตอนที่ 3(3) มัณฑะเลย์ (Mandalay)

วันที่ 17 พฤศจิกายน 2556

วันนี้จะไปเที่ยวพระธาตูอินทร์แขวน ปกติแล้ววันนี้เราจะถึง Kimpum Camp ประมาณตี่สาม หรือตีสี่ เพราะเราซื้อตั๋วจาก มัณฑะเลย์ เพื่อไป ไจโท แต่ต้องลงที่ Kimpun Camp เพื่อต่อรถ บังเอิญพนักงานรถไม่ได้บอกเราว่าถึงที่แล้ว เราก็ไม่รู้เพราะดึกหรือบางที่อาจเป็นเพราะเรานอนหลับ และคิดว่าพนักงานรถคนเตือน หลังจากเราบอกเขาก่อนหน้านี้

เราก็เดินถามคนแถวนั้นว่าที่นี้ที่ไหน แต่ก็ไม่มีใครเข้าใจ แต่โชคดีของเราที่เจอคนพม่าคนหนึ่ง เขาเคยทำงานที่เมืองไทยในย่านประตูน้ำ และพูดไทยได้ เข้าบอกนี้คือ Mawlamyine (Moulmein) ซึ่งเป็นสถานนีสุดสายของรถบัส เรามาถึง Mawalamyine ประมาณตี่ห้ากว่าๆ  เราก็ถามอ้าวแล้วที่จุดต่อรถไปไจโทล่ะ เขาบอกผ่านมาประมาณสามสี่ชั่วโมงแล้ว อ้าวตายละเอายังไงดี เขาบอกว่าถ้าเราจะไป Kimpum Camp ต้องซื้อตั๋ว 7,000 จ๊าค เราใช้บริการบองบริษัท Win Express พี่มอเตอร์ไซค์ใจดีก็พาเรากับเพื่อนเดินหา บริษัทนี้ แต่รถออกเช้าสุดประมาณ เจ็ดโมงครึ่ง เราต้องรออีกหนึ่งถึงสองชั่วโมง ไม่มีทางเลือกเราก็ต้องรอ และให้กาแฟดื่มแถวนั้น กับพี่มอเตอร์ไซค์และเพื่อน


ในที่สุดก็ได้เวลาขึ้นรถเสียที่ มีต่างชาติสองคนคือเราและเพื่อนเรา แต่จริงๆ แล้วมีแค่คนเดียวคือเพื่อนเรา เพราะสวนมากคนที่นี้คิดว่าเราเป็นคนพม่า  เราขึ้นรถบัสรอบเจ็ดโมงครึ่ง ถึง บริเวณต่อรถไป Kimpun Camp ประมาณสิบเอ็ดโมง หลังจากนั้นก็นั่งรถต่อไป \Kimpun Camp อีก สิบกิโลเมตร

ครั้งแรกวางแผนกันว่าจะไปหาที่พักบริเวณ พระธาตุอินทร์แขวน แต่จากที่เคยอ่านหนังสือมา เขาบอกที่พักส่วนมากเต็ม และ ราคาแพง เราเลยตัดสินใจหาที่พักกันที่ Kimpum Camp  แทน ตอนเช้าค่อยนั่งรถขนหมูไปดูพระธาตุอินทร์แขวน

และอีกอย่างรถบัสที่เรานั่งมา มาจอดตรงที่บริเวณรถขนหมู่ไปบนพระธาตุอินทร์แขวนพอดี และก็สามารถหาที่พักได้บริเวณนั้นเราพักกันที่  Sea Sar hotel เขามี่ทั้งห้องแอร์ และพัดลม แต่เราเลือกพักกันที่ห้องพักลม 15 ดอลลาร์ หารสองก็เสียกันตีเป็นเงินจ๊าคก็ประมาณ 6,750 จ๊าค (ถ้าห้องแอร์ประมาณ 25 หรือ 30 ดอลลาร์)

ห้องสภาพไม่สมบูรณ์เท่าไหร ต้องเดินเลือกดูหลาย ๆ ห้อง ส่วนมากมีปัญหาตรงที่ัพัดลม ไม่ค่อยหมุน บางทีพัดลมก็ใช้ไม่ได้ เราต้องเดินดูให้ดี บ้างครั้งที่นี้เค้าก็ปิดไฟด้วยน่ะ ถ้าเขาสังเกตุดูแล้วไม่มีลูกค้าอยู่ห้องน่ะ วันนี้เป็นวันที่เหนื่อยที่สุดของเราทั้งสอง เนื้องจากเจอเรื่องมากมาย พอได้พี่พักก็หาอะไรทานแล้วกลับไปนอน พรุ่งนี้ค่อยไปเที่ยวพระธาตุอินทร์แขวนกัน

The Golden Rock
เดี๋ยวพรุ่งนี้เราจะไปเที๋ยวนี้กันค่ะ ^_^


สรุปค่าใช้จ่ายวันนี้
- อาหารเช้า 1,400 จ๊าค
- ค่ารถจาก Mawlamyine ไป Kimpum Camp 7,000 จ๊าค
- ค่าที่พัก 13,500 จ๊าค หารสอง 6,750 จ๊าค
- ค่าอาหารเย็น 18,500 จ๊าค
รวมทั้งสิ้น  33,650 จ๊าค


Wednesday, February 20, 2013

ตอนสุดท้าย เที่ยวพม่า ย่างกุ้ง - พุกาม - มัณฑะเลย์ ถึง ไจโท

บทความก่อนหน้านั้น
ขั้นตอนการเตรียมตัว
ตอนที่ 1 ย่างกุ้ง (Yangoon)
ตอนที่ 2 พุกาม (Bagan)
ตอนที่ 3(2) มัณฑะเลย์ (Mandalay)
ตอนที่ 3(1) มัณฑะเลย์ (Mandalay)
ตอนที่ 3(3) มัณฑะเลย์ (Mandalay)
ตอนที่ 4 พระธาตูอินทร์แขวน

วันที่ 17-18 พฤศจิกายน 2555

การวางแผนเที่ยวันนี้คือ ไปดูพระอินทร์แขวน เพราะตั้งใจไว้ว่าจะไปเมื่อวานแต่ไม่ทัน หลังจากนั้นก็ค่อยเดินทางไปย่างกุ้งแล้วบินกลับในวันถัดไป

วันนี้เราตื่นเช้าเพราะวางแผนจะไปพระอินทร์แขวน ที่เราพักกันมีอาหารเช้าให้ด้วย ขนมปัง+ไขดาว และ กาแฟ( ที่พม่านี้จะไม่ค่อยมีกาแฟสดดื่ม ส่วนมากเป็นพวกทรี อิน วัน) ขนมปังที่พม่านี้ สู่ลาวไม่ได้ ที่ลาวอร่อยกว่าเยอะ นั่งรถไปพระธาตุอินทร์แขวน ไป - กลับ 3,000 จ๊าค

รถที่นั่งไปพระธาตุอินทร์แขวนจาก Kimpun Camp
หลังจากกินอาหารเช้าเสร็จ เรากับเพื่อนก็ไปรอขึ้นรถขนหมู เพื่อเดินทางไปพระธาตุอินทร์แขวน สถานที่ขึ้นรถอยู่ข้างกับที่เราพัก สามารถเดินไปได้แค่ไม่กี่นาที คนเยอะมาก ส่วนมากขึ้นพื้นเมือง ที่จอดรถมีประมาณสี่ห้าที่ แต่ใช้ว่าเราจะขึ้นได้ทุกจุดจอดรถ เพราะเรากับเพื่อนลองมาแล้ว เข้าเอาไว้ให้คนพื้นที่ขึ้น ส่วนนักท่องเที่ยวเขาให้ไปขึ้นอีกคัน ซึ่งน่าจะเป็นคันเฉพาะนักท่องเที่ยวโดยเฉพาะ นั่งรถบรรทุกหกล้อเดินทางสู่จุดเดินเท้า (ระยะทาง 8 กิโลเมตร) ใช้เวลาอีกครึ่งชั่วโมง

เส้นทางขึ้นพระธาตุอินทร์แขวน
บางท่านซ์้อไม้เท้าอันล่ะ 1,500 จ๊าค บริเวณนั้น เพื่อใช้ค้ำในการเดินขึ้นและลง ทำให้ไม่เหนื่อยมากหนัก และช่วยในการพยุงตัวได้ดีด้วย


ที่นี้มีบริการแบกคนขึ้นเขา ค่านั่งเสลี่ยงประมาณ 700-800 บาทค่ะ
ส่วนมากคนพื้นเมือง, คนเกาหลี, ญี่ปุ่น จะใช้บริการซะมากกว่า ส่วนนักท่องเที่ยวชาติอื่นไม่ค่อยเห็น ส่วนฝรั่งลืมไปได้เลย ไม่เห็นคนใช้บริการนี้ ปัญหาของการนั่งเสลี่ยงก็มีบ่อยค่ะ คือว่าระหว่างทางที่นั่งเสลี่ยง คนหามก็พยายามให้เราซื้อโค้ก หรือเครื่องดื่มอย่างอื่นให้ โดยบอกว่าหิวน้ำบ้าง ถ้าเราไม่ซื้อก็แกล้งเดินแบบเหวี่ยงๆให้หวาดเสียวหน่อย แต่พอเราซื้อให้ก็ต้องซื้อให้ทั้ง 4 คน หลังจากนั้นเขาก็จะเอามาแลกคืนที่ร้านค้าที่เขาซื้อนั่นแหละ พอขึ้นไปถึงข้างบนก็จะขอทิปอีก ถ้าไม่ให้ก็ไม่ยอมไป แบบว่าต้องเอาให้ได้  ระหว่างหน่อยละกันค่ะ

ร้านค้าระหว่างทาง
ถ้าคนเดินขึ้นเขา จะมีร้านขายมะพร้าวประเภทนี้มีตลอดระหว่างทาง และจุดพัก (แต่ไม่รู้จะขายได้หรือเปล่า ส่วนมากนักท่องเที่ยวจะเดินผ่านไป

เส้นทางเดินเท้าสู่พระธาตุอินทร์แขวน ระยะทาง 2 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินเท้าประมาณ 1 ชั่วโมงค่ะ หากว่านั่งเสลี่ยง ก็ใช้เวลาประมาณ 40 นาที เส้นทางเดินเท้าสู่พระธาตุอินทร์แขวน เป็นถนนแบบคอนกรีต เดินแบบสบาย แต่ชันสักหน่อย มีที่หยุดพักตลอดเส้นทาง สองข้างทางก็จะผ่านบ้านชาวบ้านและช่วงสุดท้ายก็จะเดินตามถนนก็ได้หรือเลือกเดินทางลัดก็ได้ โดยผ่านบ้านชาวบ้าน ระยะทางประมาณ 200 เมตรคะ ส่วนเราเลือกเดินทางลัด เพราะได้ดูอะไรหลาย ๆ อย่างบริเวณนี้ด้วย

บริเวณ The Golden Rock
พระธาตุอินแขวน (kyaikhtiyo) อยู่เมืองไจ้ก์โถ่ อ.สะเทิม เขตรัฐมอญของพม่า บนยอดเขา Paung Laung เหนือระดับน้ำทะเล3,615ฟุต มีความเชื่อมาแต่ครั้งโบราณว่า พระอินทร์ได้เสด็จลงมาจากสรวงสวรรค์เพื่อนำพระธาตุมาวางไว้ที่ยอดผา เพื่อให้ผู้คนได้มาเคารพสักการะ เจดีย์นี้ตั้งอยู่ในเมืองไจก์โท่ ที่อยู่ห่างจาก เมืองพะโคไปทางเหนือ70กม องค์เจดีย์มีขนาดเล็ก เป็นก้อนหินสีทองขนาดใหญ่สูง5.5ม ตั้งอยู่บนหน้าผาสูงชันอย่างหมิ่นเหม่ เหมือนจะหล่นและท้าทายแรงดึงดูดของโลกโดยไม่ตกลงมาอย่างเหลือเชื่อ นับเป็น1ใน5มหาบูชาสถานสูงสุดของพุทธศาสนิกชนชาวพม่า

The Golden Rock
ไจ้ก์ทิโย (Kyaikhtiyo) ในภาษามอญ หมายความว่า หินรูปหัวฤๅษี โดยมีตำนานเล่าขานกันในสมัยพุทธกาล 
ตำนานที่ 1 เล่าว่า ฤาษีติสสะผู้หนึ่งได้รับพระเกศาจากพระพุทธเจ้าที่ได้มอบให้ไว้เป็นตัวแทนพระพุทธองค์ให้ประชาชนสักการะ เมื่อครั้นได้มาแสดงธรรมเทศนา ณ ดินแดนสุวรรณภูมิ ผู้ที่ได้รับมอบพระเกศาต่างก็นำไปบรรจุในสถูปเจดีย์ แต่ว่าฤๅษีติสสะกลับนำไปซ่อนไว้ในมวยผม พอเวลาล่วงเลยถึงคราวที่ฤๅษีติสสะจะต้องละสังขาร โดยมีความตั้งใจจะนำพระเกศาไปบรรจุไว้ในก้อนหินที่มีรูปร่างคล้ายกับศีรษะของตน จึงให้พระอินทร์ช่วยหาก้อนหินที่มีลักษณะเหมือนกับศีรษะ ซึ่งได้มาจากใต้ท้องมหาสมุทร และก็ให้พระอินทร์นำมาวางหรือแขวนไว้บนภูเขาหิน จึงเป็นที่มาของชื่อ "พระธาตุอินทร์แขวน" แต่ชาวพม่าและชาวมอญจะเรียกพระธาตุอินทร์แขวนว่า "ไจก์ทิโย" ซึ่งเป็นภาษามอญ หมายถึง เจดีย์บนหินที่มีรูปร่างคล้ายศีรษะฤๅษี


The Golden Rock

ตำนานที่ 2 เล่าว่า มีฤๅษีองค์หนึ่งซ่อนพระเกศาที่ได้รับมาจากพระพุทธเจ้าเมื่อครั้นมาโปรดสัตว์ในถ้ำไว้ในมวยผมมาเป็นเวลานาน เมื่อใกล้ถึงวาระที่จะต้องละสังขารจึงตัดสินใจมอบพระเกศาให้กับพระเจ้าติสสะ กษัตริย์ผู้ครองนครแห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นบุตรของลูกศิษย์ที่นำมาฝากให้ฤๅษีช่วยเลี้ยงดูตั้งแต่เล็ก แต่ก่อนอื่นพระเจ้าติสสะต้องหาก้อนหินที่มีลักษณะคล้ายศีรษะของฤๅษี โดยมีพระอินทร์เป็นผู้ช่วยค้นหาจากใต้สมุทรนำมาวางไว้ที่หน้าผา

บริเวณ The Golden Rock

ประตูทางเข้า และต้องถอดร้องเท้าด้วย
วิวบนนี้สวยงามมาก เราอยู่บนนี้ประมาณหนึ่ง ถึง สองชั่วโมงก็เดินทางกลับ เพื่อให้ทันรถ รอบบ่ายสอง เพราะไม่อยากไปถึงย่างกุ้งดึก การเดินทางลงจากเขา จะเร็วกว่าเดินขึ้น และไม่เหนื่อยมาก พอถึงที่พักเราก็พากันเช็คเอ้า กินอาหารเที่ยง แล้วเตรียมตัวนั่งรอบ่ายสองโมง

The Golden Rock


เดินทางถึงย่างกุ้ง ปัญหาอีกอย่างคือ ไม่มีเงินพอจ่ายค่าโรงแรมและไม่รู้จะไปไหนดี ถ้าจะไปนอนสนามบิน เราก็ยังไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับว่าสามารถอยู่ที่นั้นได้หรือเปล่า เพราะเขาพึงเปิดประเทศไม่อยากเสี่ยง ตอนนี้มีเงินเหลือแค่ประมณ 10,000 จ๊าค ไอ้เพือนเราก็ไม่มีเงินจ๊าคเหรือซะด้วย จะทำไงดีล่ะ เรา เพราะมาถึงก็มืดแล้ว  ตอนนั้นคิดไม่ตก แต่มีสองความคิดคือไปย่านสุเหร่ แล้วหาตลาดมืดแลกเงิน เพราะจำได้ตอนมาถึงย่างกุ้งครั้งแรกมีบริเวณเยอะ  ความคิดที่สองคือไปที่ที่เราเคยพักแล้วถามว่ามีใครที่จะไปประเทศไทย ประเทศถัดไปหรือเปล่า แล้วขอแลกกับเขา

ในที่สุดเราสองคนก็นั่งแท็กซี่จากท่ารถมาย่านสุเหร่ ค่าแท็กซี่ 8,000 จ๊าค แต่ไม่มีใครรับแลกเงินสักคนบริเวณนี้ หรือเป็นเพราะว่ามันเย็นแล้ว เพื่อนเราเลยถามคนแถวนั้น เผอิญเจอผู้หญิงใจดีและอัธยาศัยดี เขาบอกแนะนำและพาไป เขารู้จักสองสามคน เขาเลือกคนที่ให้ราคาดีที่สุด แต่อีกนั้นแหละ เขาก็ยังไม่มันใจว่าคนแลกจะอยู่หรือเปล่า

แต่โชคดดีที่เราเจอคนที่ทำงานใน Okinawa เขากำลังเลิกงานและเดินกลับบ้าน แต่เขาจำเราได้ ก็เลยยิ้มให้กันแล้วถามเขา น้องเขาก็บอกให้ไปแลกที่ โรงแรมเซ็นทรัล ที่นี้รับแลกตลอด 24 ชั่วโมง รับแลกเงินทุกสกุลเงิน  และอยู่ไม่ใกล้จากที่นี้ด้วยเดินข้ามถนนไปประมาณ 10 นาทีก็ถึงนับว่าโชคดีแท้ ที่นี้เราสามารถแลกเงินไทยเป็นเงินจ๊าคอัตราอาจไม่ดีเท่าไร แต่ก็ดีกว่าไม่มี 23 จ๊าค ต่อ 1 บาท

หลังจากมีเงินเรียบร้อยก็เดินหาโรงแรม อันดับแรกคือ OKinawa GH แต่ก็เต็ม เราเดินหาบริเวณแถวนั้นประมาณ 4-5 ที่ แต่เต็มหมด มีที่หนึ่งยังไม่เต็มแต่ค่าห้อง 200 ดอลลาร์ แพงมาก ๆ  เจอต่างชาติหลายคน ถามว่ารู้จักที่พักที่ไม่แพงไหม หลายคนก็บอกมีทุกที่จะเต็มหมดหาไม่ค่อยได้ แต่มีที่หนึ่งไม่ค่อยสะอาดเท่าไร เขาบอกอย่างนั้น เราก็ส่งเพื่อนไปดูก่อน เพราะไม่อยากขึ้นไป เพื่อนเรามันก็บอกว่าโอเคน่ะห้องพออยู่ได้ แหละอีกอย่าง สองสามทุ่มแล้ว เราสองคนก็เลยตัดสินใจพักที่นี้ Mahabandoola Guest House ค่าห้อง 10 ดอลลาร์ต่อคืน ห้องน้ำรวม ไม่มีอาหารเช้า  หลังจากได้ที่พักแล้วก็อาบน้ำเตรียมตัวไปหาอะไรทาน ตรงที่พักมีบาร์เล็กอยู่ ลูกค้าเต็มร้านส่วนมากฝรั่ง แล้วค่อยกลับไปนอน เพราะพรุ่งนี้ต้องตื่นแต่เช้า เพื่อเดินทางกลับ กทม. เที่ยวบินเช้าสุด

                                         ร้านอาหาร+กาแฟ ในสนามบินหลังจากผ่าน ตม.แล้ว
ที่สนามบินย่างกุ้ง จะไม่มีร้านอาหารเลยสักร้าน มีแต่ความว่างเปล่า ถ้าใครคิดที่จะมาที่นี้ก่อนเวลาหลายชั่วโมงแล้วหาอะไรกิน ขอเตือนอย่าดีกว่า เพราะมันไม่มีจริง ๆ ณ เดือนพฤศจิกายน 2555  บางทีในอนาคตอาจไม่แน่ แต่ถ้าคนเช็คอิน แล้ว ผ่าน ด่าน ตม. จะมีร้านอาหารอยู่ข้างในหลายร้าน

ในที่สุดก็เดินทางถึงเมืองไทยแล้วค่ะ ประมาณ เก้าโมงกว่า เจอกันทริปหน้าน่ะค่ะ ^_^

สรุปค่าใช้จ่ายวันที่ 17 พฤศจิกายน 2555
- ค่ารถไปพระธาตุอินทร์แขวน ไป - กลับ 3,000 จ๊าค
- ซื้อเครื่องดื่มกระทิงแดง 2 ขวด 1,800 จ๊าค
- ค่าตั๋วเข้าชม The Golden Rock 5,000 จ๊าค
- ค่ารถบัสไปย่างกุ้ง 7,000 จ๊าค
- ค่าอาหาร 9,350 จ๊าค
- ค่าห้อง 4,200 จ๊าค
รวมทั้งสิ้น 30,350 จ๊าค


สรุปค่าใช้จ่าย 18 พฤจิกายน 2555
- ค่ารถไปสนามบิน 2,500 จ๊าค (หารกับคนที่พักที่เดียวกัน)
- ค่าอาหารเช้า+กาแฟที่สนามบิน 5,000 จ๊าค
รวมทั้งสิ้น 7,500 จ๊าค


Tuesday, February 19, 2013

วันสุดท้ายในสิงคโปร์ Singapre Flyer

บทความก่อนหน้านี้

วันนี้เป็นวันสุดท้ายในสิงคโปร์ ไม่รู้จะทำอะไรดี ไปนั่งชิงช้าเล่นดีกว่า ก่อนบินกลับกรุงเทพ ค่าตั๋วขึ้น Singapore Flyer 29.5 ดอลลาร์สิงคโปร์ แพงมากๆ แต่ก็คุมเพราะวิวสวย 

วิว จาก Singapore Flyer
Singapore Flyer ชิงช้าสวรรค์ขนาดยักษ์แห่งนี้ นับเป็นชิงช้าสวรรค์สูงที่สุดในโลกตอนนี้ก็ว่าได้ (สูงถึง 165 เมตร โดยใช้เวลาหมุนและรอบประมาณ 30 นาที และสามารถจุผู้โดยสารได้สูงสุดถึง 28 คุน (แต่ปกติเจ้าหน้าที่จะให้เข้าราว 10-15 คนเท่านั้น) สำหรับวิวด้านบนขอบอกว่าสวยงามมาก เพราะเราจะได้เห็นเมืองสิงคโปร์แบบพาโนรามา 360 องศาเลย ส่วนด้านล่างที่เป็นอาคาร 3 ชั้น จะเป็นป่าฝนจำลอง (Yakult Rainforest Discovery) ที่เต็มไปด้วยพันธุ์ไม้นานาชนิด

อีกมุมหนึ่ง

อีกมุมหนึ่ง

ภายในชิงช้า

ยืนรอที่จะขึ้นชิงช้า

อีกมุมหนึ่งตัวชิงช้าสวยงาม
ในที่สุดก็ทริปสิงคโปร์ก็จบเสียที่ วันนี้มีเวลาเที่ยวนิดหน่อยเพราะ มีบินตอนบ่าย และอีกอย่าง แค่นั่งมองคน ชมวิว แค่นี้ก็มีความสุขแล้ว ^_^

แล้วเจอกันทริปหน้าค่ะ ^_^

สรุปค่าใช้จ่ายวันนี้
- อาหารเช้า+กาแฟ 1.70
- ก๋วยเตี๋ยว+เครื่องดื่ม 13
- อาหารเที่ยวง 5
- ค่าตั๋ว Singapore Flyer 29.5
- กาแฟสด 2.5
- ซื้อ Makadi 2 ขวดที่แอร์พอตร์ 22.8
รวมทั้งสิ้น 72.5 ดอลลาร์สิงคโปร์



วันที่สาม ในสิงคโปร์ Holland Village

บทความก่อนหน้านี้
การเตรียมตัวเที่ยวสิงคโปร์
วันแรก ในสิงคโปร์ (Singapore) ไชน่าทาวน์ (Chinatown)
วันที่สอง ในสิงคโปร์ Little India และ Sentosa

วันนี้ไปเที่ยวหมู่บ้านฮอลแลนด์ ขอพูดถึงประวัติคร่าวๆ น่ะคะ Holland Village หลังจากกองทัพอังกฤษเข้ายึดเกาะสิงคโปร์ก็ได้แบ่งพื้นที่ตามชนชาติต่างๆ ซึ่งบริเวณหมู่บ้านฮอลแลนด์ ในปัจจุบันนี้ก็เป็นที่ตั้งถิ่นฐานของทหารชาวดัตซ์นั่นเอง ล่าสุดรัฐบาลได้พัฒนาหมู่บ้านแห่งนี้ให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวแล้ว โดยมีทั้งแหล่งชอปปิ้งจำพวกสินค้าหัตถกรรม, วัตถุโบราณ, งานฝีมือ, งานศิปละ ฯลฯ และอาหารท้องถิ่นอร่อย ๆ สไตล์ตะวันตกให้เลือกินมากมาย

หมู่บ้านฮอลแลนด์
จากการเดินเที่ยวในบริเวณนี้ ขอบอกว่าไม่มีอะไรน่าสนใจเลย เดินไปถึงแล้วยังไม่รู้ว่านี้คือ หมู่บ้านฮอลแลนด์ ไม่มีอะไรที่เป็นลักษณะเด่นเลย นอกจากกังหัน ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของประเทศนี้

Holland Road
หลังจากเดินอยูที่ หมู่บ้านฮอลแลนด์สักพัก ก็ไปต่อที่ Haw Par Villa เพราะอยู่ในเส้นเดียวกันกับหมู่บ้านฮอลแลนด์
Haw Par Villa
ฮาวพาร์วิลลา (Haw Par Villa) ถูกสร้างขึ้นในปี ค.ศ.1937 โดย อาว บุน ฮาว (Aw Boon Haw) และ อาว บุน พาร์ (Aw Boon Par) เพื่อใช้เป็นที่สอนภาษาจีน แต่ราวปี ค.ศ.1979 ตระกูลอาวก็ขายสวนแห่งนี้ให้กับรัฐบาล ก่อนจะถูกปรับปรุงจนกลายเป็นสถานทีท่องเที่ยวอย่างในปัจจุบัน ซึ่งภายในจะแบ่งออกเป็น 3 ส่วนหลัก ๆ คือ

ขุนนรกทั้งสิบ(The Ten Courts of Hell) เป็นอุโมงค์แห่งความตายที่จัดแสดงเรื่องราวหลังความตาย และการชดใช้กรรมแบบต่างๆ ของคนชั่วในขุมนรกแต่ละขุม โดยมียมบาลเป็นผู้ตัดสิน


เทพีสันติภาพ เป็นส่วนหนึ่งในบริเวณสวนนี้

ส่วนของสวนรอบๆ ซึ่งเต็มไปด้วยรูปปั้นเกี่ยวกับความเชื่อ เทพเจ้า และเรื่องราวของกฎแห่งกรรม ตลอดจนศาบาริมน้ำอันสวยงาม

บริเวณรอบสวน


ส่วนหนึ่งในสวน

พิพิธภัณฑ์ฮั่วสง (Hua Song Museum) ที่จัดแสดงเรื่องราวเกี่ยวกับความอุตสาหะของชาวจีน, การดำรงชีวิต, วัฒนธรรมการกิน ฯลฯ ผ่านหุ่นขี้ผึ้งที่ทำได้สวยงามและเหมือนจริงมาก ๆ (หากจะเปรียบเทียบกับไชน่าทาวน์เฮอริเทจ 


ที่ ฮาวพาร์วิลลา (Haw Par Villa)  เป็นที่เงียบสงบเหมาะกับการพักผ่อนจริง ๆ มีอะไรให้ดูมากมาย หลังจากเที่ยวในตัวเมืองที่วุ่นวาย ถ้าใครชอบความสบายๆ ธรรมชาติ ก็มาเที่ยวที่นี้ได้เลยค่ะ รับรองไม่ผิดหวังค่ะ หลังจากอยู่ที่นี้จนพลบค่ำ ก็พากันไปเที่ยวที่ Marina Bay ต่อไปดูแสงสีที่สวยงาม(เห็นใคร ๆ ก็บอกแบบนั้น)

 Marina Bay ในอดีตมารีนาเบย์ เป็นเพียงอ่าวเล็กๆ ของสิงคโปร์ที่มีทางเชื่อมต่อกับทะเลและแม่น้ำสิงคโปร์(Singapore River) แต่ด้วยวิสัยทัศน์อันกว้างไกลของผู้ปกครองประเทศ จึงวางแผนพัฒนาพื้นทีี่ส่วนนี้อย่างต่อเนื่อง จนปัจจุบันพื้นที่จุดนี้กลายเป็นศูนย์กลางทางการเงิน แหล่งท่องเที่ยวสำคัญของสิงคโปร์ และจุดชมวิวที่ดึงดูดผู้คนจากทั่วโลกให้มาเยือนสิงคโปร์มากกว่าล้านคนเลยทีเดียว


Marina Bay Sands เมกะโปรเจกต์ล่าสุดที่รัฐบาลสิงคโปร์ได้พัฒนาร่วมกับลาสเวกัสแซนด์คอร์ปอเรชั่น(Las Vegas Sands Corporation) เพื่อเนรมิตอ่าวมารีนาให้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ โดยรวมเอาโรงแรมที่มีห้องพักสูดหรู 2,560 ห้อง , คาสิโนที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก, ห้างสรรพสินค้าที่รวมแบรนด์จากทั่วโลก, โรงละคร และศูนย์การประชุมมาไว้ด้วยกัน ภายใต้อาคารที่มีลักษณะคล้ายกองไพ่ 3  กองและมีเรืองขนาดใหญ่ วางซ้อนอยู่ด้านบนอีกชั้นหนึ่ง ผลงานการออกแบบของโมเซ แซฟดี (Moshe Safdie) สถาปนิก ผู้ที่มีผลงานมากมาย


วิวบริเวณ Marina Bay
สรุปค่าใช้จ่ายวันนี้
- การแฟ 1.5
- อาหารเช้า Kaya Tost 1.4
- ก๋วยเตี๋ยวเป็ด 3
- กาแฟสด 5.5
- ขนม 3.60
- ค่าตั๋ว 10
-อาหารเย็น+เบียร์+น้ำดื่ม 11.20
รวมทั้งสิ้น 35.20 ดอลลาร์สิงคโปร์

Friday, February 8, 2013

วันที่สอง ในสิงคโปร์ Little India และ Sentosa

บทความก่อนหน้านี้
การเตรียมตัวเที่ยวสิงคโปร์
วันแรกในสิงคโปร์

ตื่นนอนแต่เช้า ประมาณแปดโมงน่ะ  อาบน้ำแต่งตัวเสร็จก็ไปหาอะไรทานแถว ๆนั้น หลังจากนั้นก็นั่งรถเมล์ ไปรถไฟฟ้า สถานีที่ใกล้ที่สุด ที่พักไม่ได้อยู่ใกล้กับรถไฟ แต่ไม่ต้องห่วงที่นี้การเดินทางสะดวกทุกอย่างและง่ายด้วย

วันนี้จะไปเที่ยวย่าน Little India และ Sentosa เที่ยวสบายๆ และไม่เน้นย่านชอปปิ้งน่ะค่ะ ย่าน Little Indian นี้ก็เหมือนแถวพาหุรัด บ้านเรา เดินบริเวณนี้ ได้กลิ่นเครื่องเทศตลอดทาง คนส่วนมากหน้าตาดุไม่ยิ้มแย่ม แต่ก็ไม่มีอะไร

การเที่ยวคนเดียวมันสนุกตรงที่ อยากไปไหนก็ไป อยากกินอะไรก็กิน ^_^ อยากหยุดก็หยุด

อาหารเช้า อันนี้อร่อยมากๆ ชื่อจำไม่ได้ ^_^


หลังจากเซอร์แสตมฟอร์ด ราฟเฟิลส์ (Sir Stamford Raffies) ได้เดินทางมาสิงคโปร์ เหล่าลูกเรือที่ติดตามมาด้วยก็ลงหลักปักฐานกันตามส่วนต่าง ๆ ของเกาะ โดยชาวอินเดียยึดพื้นที่แถวๆ แม่น้ำโรเซอร์ (Rochor River) ส่วนพ่อค้าชาวอาหรับได้เข้าครอบครองพื้นที่ย่านกัมปงกีลาม (Kampong Glam) ซึ่งเป็นที่อยู่ชาวมลายู และกษัตริย์ชาวมลายูนามว่า "ฮุสเซน (Hussein)" สุดท้ายย่านบูกิส (Bugis) เป็นย่านการค้าที่เกิดขึ้นภายหลังและขึ้นชื่อลือชามากเรื่องย่านโคมแดง (ช่วงปี ค.ศ.1960) ปัจจุบันทั้ง 3 ย่านได้แปรเปลี่ยนเป็นสถานที่ท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมอันสำคัญ และแหล่งชอบปิงน่าสนใจ

ร้านอาหารย่าน little India

Masjid Abdul Gafoor
Masjid Abdul Gafoor สุดยอดของความอลังการแบบทุ่มทุนสร้าง และเป็นหนึ่งในอนุสรณ์สถาน แห่งชาติอย่างเป็นทางการทั้ง 32 แห่งของสิงคโปร์ในเวลานี้ (ถูกขึ้นทะเบียนเป็นโบราณแห่งชาติในปี ค.ศ.1979) โดยมัสยิดอับดุลฆัฟฟูร์ เริ่มสร้างขึ้นในปี ค.ศ.1859 ก่อนแล้วเสร็จในปี ค.ศ.1910 เพื่อใช้เป็นแปล่งพักพิงของผู้ลี้ภัยหรือแสวงหาสันติ โดยใช้ทุนสร้ากว่า 2.5 ล้านเหรียญทีเดียว

สำหรับสถาปัตยกรรมที่ใช้จะเป็นการผสมผสานระหว่างศิลปะแบบชาวมัวร์(Moors) และอินเดียตอนใต้ โดยมีจุดเด่นอยู่ที่นาฬิกาแดดบริเวณด้านหน้าทางเข้ามัสยิด ซึ่งออกแบบเป็นรัศมี 25 แฉกเขียนด้วยอักษรอาหรับแทนชื่อของผู้แทนพระเจ้าหรือศาสดาพยากรณ์ที่ถูกเลือกไว้ 25 คน ปัจจะบันมัสยิดแห่งนี้จะใช้ประกอบพิธีกรรมทางศาสนา เป็นที่พบปะพูดคุยของผู้คนชาวมุสลิม รวมถึงฝึกอ่านคัมาภีร์อัลกุรอานด้วย
Little India Arcade
แนวตึกสีเหลืองคาดเขียวฝั่งตรงข้ามกับเต็กกะเซ็นเตอร์ก็คือ ตึกแถวที่สร้างขึ้นใน ค.ศ.1913 ซึ่งตอนนี้เต็มไปด้วยร้านรวงต่างๆ ทั้งร้านขายของที่ระลึก, ร้านขายเครื่องบูชา ฯลฯ เรียกว่าได้สัมผัสชีวิตความเป็นอยู่ อาหารการกิน กลิ่นธูปหอม และเสียงเพลงภารตะแบบอินเดียไปตลอดทางเลย ทว่าก่อนซื้อต้องดูให้ดีนะ เพราะบางอย่างก็มาจากเมืองไทยเรา

หลังจากเดินเล่นบริเวณ Little India สักพักก็ไปต่อที่ Sentosa อยากไปดูชายหาดสิงคโปร์


Sentosa เดิมที่สถานที่แห่งนี้เป็นหมู่บ้านชาวประมง ต่อมาเกิดโรคระบาดขึ้นเป็นเหตุให้ชาวประมงบนเกาะเสียชีวิตลงจำนวนมาก จึงมีการตั้งชื่อเกาะตามภาษามลายูว่า "บลากังมาตี(Blakang Maki)"  อันหมายถึงเกาะแห่งความตายนั่นเอง ทว่าในช่วงสงครามโลก พื้นที่แห่งนี้ก็ถูกใช้เป็นป้อมปราการของกองทัพอังกฤษ เพื่อป้องกันการโจมตีจากทางน่านน้ำ เมื่ออังกฤษถอนทัพกลับไปในปี ค.ศ.1968 รัฐบาลสิงคโปร์จึงได้พัฒนาให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวและพักผ่อน ทั้งยังเปลี่ยนชื่อเกาะมาเป็นเซนโตซ่า (Sentona) อันหมายถึงเกาะแห่งสันติภาพและความสงบด้วย ก่อนเปิดต้อนรับนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกตั้งแต่ปี ค.ศ.1972 มาจนถึงปัจจุบัน

บริเวณ Universal

บริเวณ Universal
ไปที่นี้ไม่ได้เข้าชมอะไรค่ะ แค่เดินดูบริเวณรอบ ๆ นั่งดูการโชว์ มองผู้คนมาเที่ยว และถ่ายรูปแค่นี้ก็มีความสุขแล้ว ใช้เวลาอยู่ที่นี้จนถึงเย็นก็กลับที่พัก มีคนหลายคนบอกว่ามาเที่ยวสิงคโปร์ใช่เวลาไม่มาก แป็บเดียวก็เที่ยวหมด อันนี้เป็นเรื่องจริง ยิ่งเราไม่ชอบไปย่านช็อปปิ้งด้วยแล้ว เวลายิ่งมีมากขึ้น ส่วนมากเวลาที่เราเที่ยวที่นี้เสียไปกับการเดิน มองผู้คน นั่งอ่านนั่งสือ 

เดี๋ยวเจอกันพรุ่งนี้ต่อน่ะค่ะ ยังไม่รู้ว่าไปไหนดี เดี๋ยวพรุ่งนี้คงรู้ ^_^

สรุปค่าใช้จ่ายวันนี้
- เติมเงิน Ez-Ling $10
- กาแฟเย็น $1
- Roasted duck with rice $3
- น้ำปลา (เขาบอกว่าดื่มน้ำจากก๊อกได้) แต่เราลองแล้วไม่ชอบกิน $2.90 ซื้อใน 7-11
- อาหารและเครื่องดื่ม 3.80+20.50=$24.30
รวมทั้งสิ้น $41.30

วันแรก ในสิงคโปร์ (Singapore) ไชน่าทาวน์ (Chinatown)

บทความก่อนหน้านี้
การเตรียมตัวเที่ยวสิงคโปร์

วันแรกในสิงคโปร์ บินเที่ยวบ่าย ถึง สิงคโปร์ ประมาณบ่ายสอง หลังจากนั่นก็ดิ่งไปหาอะไรกินที่ไชน่าทาวน์ โดยรถไฟฟ้า

ประวัติสิงคโปร์(Singapore) แบบคร่าวๆ สิงคโปร์เป็นเมืองที่ตั้งอยู่ปลายสุดแหลมมาลายู เป็นสถานพักสินค้าของพ่อค้าทั่วโลก เดิมชื่อว่า เทมาเส็ก (ทูมาสิค) มีกษัตริย์ปกครอง ต่อมาในคริสต์ศตวรรษที่ 17 ได้มีเจ้าผู้ครองนครปาเล็มบังเดินทางแสวงหาดินแดนใหม่เพื่อสร้างเมือง แต่เรือก็อับปางลง พระองค์ได้ว่ายน้ำขึ้นฝั่ง แล้วก็เห็นสัตว์ชนิดหนึ่งมีรูปร่างลำตัวสีแดงหัวดำหัวคล้ายสิงโตหน้าอกขาว พระองค์จึงถามคนติดตามว่า สัตว์ตัวนั้นคืออะไรคนติดตามก็ตอบว่ามันคือ สิงโต พระองค์จึงเปลี่ยนชื่อเทมาเส็กเสียใหม่ว่า สิงหปุระ ต่อมาสิงหปุระก็ได้ตกเป็นของสุลต่านแห่งมะละกา แบบเต็มรูปแบบหาอ่านได้จากนี้เลยค่ะ Singapore
วางแผนการเที่ยวขณะรออาหาร
พอถึงสิงคโปร์หลังจากเช็คอินเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็หารถไฟเข้าตัวเมือง เพราะถือว่าเป็นการเดินทางที่สะดวกที่สุด และจุดมุ่งหมายในขณะนั้นคือหาอะไรกินในย่านไชน่าทาวน์ และหาอะไรทาน เดินไปหลายร้านก็ถูกใจร้านหนึ่ง จำชื่อร้านไม่ได้มีรายการอาหารน่าสนใจมากมาย และอีกอย่างเห็นเต้นเบียร์สิง 55555

ย่านไชน่าทาวน์ หลังจากอังกฤษเข้ายึดครองเกาะสิงคโปร์ ท่านเซอร์แสตมฟอร์ด ราฟเฟิลส์(Sir Stamford Raffies) ก็ได้ประกาศอย่างเป็นทางการในปี พ.ศ.1828 ให้พื้นที่ทางตอนใต้ของแม่น้ำสิงคโปร์เป็นที่ตั้งของชุมชนชาวจีนฮกเกี้ยน, แต้จิ๋ว, กว้างตุ้ง และไหหลำ ที่อพยพมาจากประเทศจีนตอนใต้เมื่อปี ค.ศ.1821 ซึ่งต่อมารู้จักกันในนาม "ไชน่าทาวน์(Chinatown)"

ทั้งนี้ไชน่าทาวน์ได้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวตั้งแต่ปี ค.ศ.1989 โดยมีรัฐบาลได้เข้ามาดูแลบ้านเรือนและพยายามอนุรักษ์สถาปัตยกรรมเก่าแก่อันทรงคุณค่าไว้ ซึ่งเราจะเห็นได้จากตัวอาคารตามตรอกซอกซอยต่างๆ ที่ชั้นล่างเปิดขายสินค้าหลากชนิด ทั้งของฝาก, ของที่ระลึก และ อื่นๆ รวมถึงร้านอาหารต่างๆ 

ย่านไชน่าทาวน์
ระหว่างนั่งทานอาหารก็มองผู้คนเดินผ่านไป ผ่านมา ส่วนมากจะเป็นฝรั่งซะส่วนใหญ่ ก็ทำให้เราเกิดความคิดมากมายในหัว สิงคโปร์เป็นประเทศที่เล็กกว่าเราหลายเท่า แต่เขาเจริญกว่าเรามาก ทุกอย่างดูสมบูรณ์แบบไปเสียทุกอย่าง การเดินทางสะดวกสบาย ไปไหนง่าย แต่เรารู้สึกเฉยๆ หรือเป็นเพราะว่ามันสมบูรณ์เกินไป ทำให้คนเราไม่ต้องคิดอะไร(อันนี้เป็นความเห็นส่วนตัว) ย่านไชน่าทาวน์ก็เหมือนบ้านเรา มีของขายเยอะ 
ร้านอาหารทั่วไปในสิงคโปร์คล้ายฟูดคอร์สตามห้างบ้านเรา
วันแรกในสิงคโปร์นั้นไม่มีอะไรมาก เนื่องจากมาถึงประมาณบ่ายๆ แล้ว ก็หาอะไรทานย่านไชน่าทาวน์ เดินเล่นแถวนั้นประมาณ สาม สี่ ชั่วโมงก็กลับที่พักนอน เตรียมตัวเที่ยวพรุงนี้

สรุปค่าใช้จ่ายวันแรก
- ซิมการ์ด 15 ดอลลาร์สิงคโปร
- น้ำดื่ม 1 ดอลลาร์
- บัตรโดยสารรถไฟ Ez-Link 12 ดอลลาร์ (ค่าบัตร 5 ดอลลาร์ และ มูลค่าบัตรที่ใช้ได้จริงอีก 7 ดอลลาร์ มีอายุการใช้งาน 5 ปี)
- อาหารและเครื่องดื่ม 10.30 ดอลลาร์
รวมทั้งสิ้น  50.10 ดอลลาร์

การเตรียมตัว เที่ยวสิงคโปร์ (Singapore) เอง

หลังจากวางแผนเที่ยวสิงคโปร์แค่ไม่กี่วัน ก็เริ่มหาข้อมูลต่างๆ ตามอินเตอร์เน็ตบ้าง หนังสือบ้าง ข้อมูลที่เราใช้ก็มีคร่าวๆ ดังนี้ ส่วนแผนที่นั้นวางแผนว่าจะไปหยิบที่สนามบินสิงคโปร์ สำหรับเรานั้นแผนที่ ถือว่าสำคัญมาก ^_^ 

การเตรียมตัว
การเที่ยวสิงคโปร์ไม่ต้องใช้วีซ่า มีพาสปอร์ตใบเดียวก็เที่ยวได้ การเตรียมตัวก่อนเที่ยวสิงคโปร์ ซึ่งควรจัดการให้เรียบร้อยตั้งแต่เนิ่น ๆ จะได้ไม่วุ่นวายภายหลัง จริงๆ แล้วการเที่ยวที่นีjง่ายมากๆ ถ้าเราเตรียมตัวมาดี 

ควรแลกเงินก่อนไป
ค่าเงินของสิงคโปร์มีหน่วยเป็น ดอลลาร์สิงคโปร์ แบ่งเป็นธนบัตรใบละ 2, 5, 10, 20, 50, 100, 500, 1,000, 10,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ และ เหรียญ 1 ดอลลาร์ ส่วนหน่วยย่อยของดอลลาร์สิงคโปร์เรียกเป็น "เซนต์ (Cent)" แบ่งเป็นเหรียญ 1, 5, 10, 20, และ 50 เซนต์ โดยอัตราแลกเปลี่ยนเงินไทยเป็นเงินสิงคโปร์อยู่ประมาณ 24-25 บาทต่อ 1 ดอลลาร์สิงคโปร์

บัตรเครดิตและเอทีเอ็ม
การใช้บัตรเครดิตที่สิงคโปร์นั้นถือว่าเป็นเรื่องปกติมาก สามารถใช้ได้ทั้ง วีซ่า, มาสเตอร์การ์ด, เอเมกซ์ โดยดูได้จากสติกเกอร์ที่หน้าร้านหรือป้ายด้านหน้าของเคาน์เตอร์ ส่วนราคาชาร์จนั้นขึ้นอยู่กับบัตรเครดิตที่คุณใช้ บางบัตรก็เสีย บางก็ไม่เสีย ส่วนบัตรเอทีเอ็มนั้นก็ใช้ได้ปกติ เพราะในสิงคโปร์มีตู้เอทีเอ็มเยอะ แต่จะเสียค่าธรรมเนียมการกดครั้งละ 100 บาท (เงินที่กดออกมาก็เป็นเงินสิงคโปร์)

โทรศัพท์กลับเมืองไทย
หลายคนกังวลเกี่ยวกับการโทรศัพท์กลับเมืองไทย เพื่อติดต่อธุระหรือเพื่อนๆ เราสามารถใช้เบอร์ไทยโทรได้โดยเปิดโรมมิง (Roaming) แต่อาจจะแพงหน่อย ส่วนตัวเองแล้วขอเลือกใช้ซิมของสิงคโปร์ดีกว่า  การซื้อซิมนั้นก็ไม่ใช้เรื่องยากอะไร และค่าโทรก็ไม่แพงด้วย พอๆ กับค่าโทรในบ้านเราเลย โดยซิมการ์ดที่น่าสนใจนั้นมีดังนี้ Hi Prepaid Sim Card  และ Green Prepaid Sim Card ส่วนเรานั้นเลือกใช้ Hi Prepaid Sim Card เพราะว่าสามารถใช้ได้กับมือถือทุกระบบ ซึ่งผู้ใช้บริการไม่ต้องเปิดโรมมิงต่างแดนแถมยังไม่มีค่าบริการรายเดือนอีกด้วย ที่สำคัญคือรับสายได้ฟรีโดยซิมการ์ดนี้จะมีอายุการใช้งานนาน 3 เดือนนับจากวันเปิดใช้งานครั้งแรก และหาซื้อได้จากร้านเฮลโล(Hello Store), ร้านซิงเทลโมไบล์(Singtel Mobile), ที่ทำการไปรษณีย์และร้าน 7-11 ในราคาขั้นต่ำสุด 8 ดอลลาร์ (มีมูลค่าในซิม 10 ดอลลาร์)

การเดินทางจากสนามบินสู่ตัวเมือง
การเดินทางจากสนามบินชางกีเข้าสู่ตัวเมืองนั้นค่อนข้างสะดวกมาก เพราะสามารถเดินทางได้หลายวิธี ดังนี้

MRT (Singapore Mass Rapid Transit) การเดินทางโดยรถไฟฟ้าสะดวก รวดเร็ว นักท่องเที่ยวนิยมใช้กัน โดยเปิดให้บริการทุกวันเวลา 05.30-23.18น. ค่าโดยสารเริ่มตั้นที่ 1-2.1 ดอลลาร์สิงคโปร์
Airport Shuttle Service รถรับ-ส่งสนามบิน เป็นอีกวิธีหนึ่งที่นักท่องเที่ยวนิยมใช้กัน โดยเป็นรถแม็กซีแคบแบบ 9 ที่นั่ง วิงให้บริการระหว่างสนามบินไปยังโรงแรมเกือบทุกแห่งในเมือง โดยเปิดให้บริการทุกวันตลอด 24 ชม.ซึ่งจะออกทุก 15 นาทีในช่วงเวลา 06.00-24.00 น. และออกทุก 30 นาที หลังเที่ยงคืนส่วนค่าโดยสารผู้ใหญ่คนละ 9 ดอลลาร์ และเด็กอายุ 2-12 ปี คนละ 6 ดอลลาร์ สำหรับผู้ที่สนใจบริการสามารถติดต่อได้ที่เคาน์เตอร์รถ

Bus (รถบัสโดยสารประจำทาง) เป็นวิธีที่ประหยัดที่สุดในการเดินทางเข้าเมือง แต่อาจจะใช้เวลานานสักหน่อย และดูลำบากหากสัมภาระติดตัวเยอะ ค่าโดยสารจะเริ่มต้นที่ 2 ดอลลาร์ โดยเปิดให้บริการตั้งแต่ 06.00 - 24.00 น.

Taxi / Cab (แท็กซี่) นับว่าเป็นวิธีที่สะดวกและรวดเร็วสำหรับคนที่มีสัมภาระเยอะ แต่ค่าใช้จ่ายนั้นถือว่าสูงมาก ประมาณ 18 - 38 ดอลลาร์ต่อเที่ยว (ขึ้นอยู่กับระยะทาง) ราคานี้ไม่รวมคชจ.พิเศษต่างๆ ที่ต้องจ่ายเพิ่ม เช่น หากใช้บริการในวันศุกร์ - อาทิตย์ตั้งแต่ 05.00 - 24.00น. ก็ต้องจ่ายเพิ่มอีก 5 ดอลลาร์ และถ้าใช้บริการตั้งแต่ 00.01 -05.59 น. ต้องจ่ายเพิ่ม 50% ของราคามิเตอร์ปกติ

นี่คือข้อมูลในการเตรียมตัวของเราเองคร่าวๆ พอทุกอย่างพร้อมก็เตรียมตะลุยสิงคโปร์เลย ลาลาลาลา



Thursday, February 7, 2013

ตอนที่ 3 (3) เที่ยวพม่า ย่างกุ้ง - พุกาม - มัณฑะเลย์ ถึง ไจโท

บทความก่อนหน้านี้

ขั้นตอนการเตรียมตัว
ตอนที่ 1 ย่างกุ้ง (Yangoon)
ตอนที่ 2 พุกาม (Bagan)
ตอนที่ 3(2) มัณฑะเลย์ (Mandalay)
ตอนที่ 3(1) มัณฑะเลย์ (Mandalay)

วันที่ 15 พฤศจิกายน 2555

ตื่นเช้าเวลาปกติ วันนี้นัดพี่มอเตอร์ไซค์มารับตอนประมาณเก้าโมงเช้า เพราะไม่อยากตื่นเช้ามากนัก ค่ามอเตอร์ไซค์ไปเมืองอินวา 10,000 จ๊าค แต่ลดได้เหลือ 9,000 จ๊าค แต่เห็นบริการของพี่เขาแล้วดีเลยให้เต็มราคาไปเลย  มอเตอร์ไซค์จะมาส่งที่ท่าเรือหลังจากนั้นก็นั่งเรือข้ามฝากไปคนล่ะ 1,000 จ๊าค
ขอเล่าประวัติเมือง อินวา หรือเรียกว่า อังวะ(Innawa) คร่าว ๆ แล้วกันน่ะ  ตั้งอยู่ในเขตมัณฑะเลย์ ประเทศพม่า เป็นเมืองหลวงเก่าของพม่าถึง 5 ครั้งในช่วง 360 ปีระหว่าง ค.ศ. 1365 ถึง ค.ศ. 1842 ทั้งในสมัยราชวงศ์อังวะ ราชวงศ์ตองอูและราชวงศ์อลองพญา ในประวัติศาสตร์เมืองอังวะผ่านการสู้รบ ถูกปล้นสะดมและฟื้นฟูมาแล้วหลายครั้ง ปัจจุบันถูกทิ้งร้างหลักจากถูกทำลายอย่างสิ้นเชิง อันเป็นผลมาจากแผ่นดินไหวครั้งใหญ่เมื่อวันที่22 มีนาคม ค.ศ. 1839 ซากปรักหักพังที่เหลืออยู่ยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญสำหรับนักท่องเที่ยวจากมัณฑะเลย์


อินวา (Innwa) เป็นหนึ่งในเมืองท่องเที่ยวที่สวยงามและน่าค้นหาเมืองหนึ่งในประเทศ พม่า (Myanmar) นักท่องเที่ยวจะได้ค้นพบประสบการณ์ที่ไม่รู้ลืมกับแหล่งท่องเที่ยวและทัศนียภาพต่างๆ ที่ค่อยดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกให้เข้าไปสัมผัสความงามที่เป็นเอกลักษณ์ของเมือง Innwa

รอรับผู้โดยสารที่ท่าเรืออินวา
หลังจากลงจากเรือก็มีรถม้ามารอให้บริการเยอะแยะไปหมด เพราะที่นี้ถ้าจะให้เดินเที่ยวคงไม่ไหว ทางไม่ค่อยสะดวกเท่าไร และอีกอย่างแต่ละที่ก็อยู่ใกล้กัน ค่าบริการรถม้า 4 วัด 6,000 จ๊าค ค่าตั๋วเข้าชม 10 ดอลลาร์ สามารถเข้าชมได้ทั้งหมด (ที่สำคัญต้องเตรียมเงินดอลลาร์ไปด้วยอย่าลืม) เพราะที่นี้ถ้าซื้อตั๋วเข้าชมสถานที่ต่างๆ จะไม่รับเงินจ๊าค เราพยายามแล้ว

ค่าบริการ 4 วัด 6,000 จ๊าค

เส้นทางในการท่องเที่ยวที่อินวา


ขอเตือนไว้ก่อนถ้าใครท้องห้ามนั่งเด็ดขาด อาจแท้งได้เนื่องจากแรงสั่นสะเทือนของรถม้ากับเส้นทางที่ไป การเที่ยวอินวาวันนี้สนุกมาก ๆ และเราชอบมาก มันเป็นธรรมชาติดี มองแล้วสบายตาสบายใจ ทำให้จิตใจสงบเย็น คิดอะไรออกมากมาย เหมือนบ้านเราเมื่อสมัยยี่สิบปีที่แล้ว (แต่เป็นต่างจังหวัดน่ะ)


วันนี้กลับที่พักประมาณบ่ายสามโมง เพราะต้องเดินทางไปไจโท ตอนเย็นเพื่อไปดู

สรุปค่าใช่จ่ายวันนี้ :
- ค่าตั๋วชมสถานที่ต่างๆ ในอินวา 10,000 จ๊าค ถ้าจ่ายเป็นดอลลาร์ 10 ดอลลาร์ จ่ายเป็นจ๊าคจะเสียเปรียบ
- ค่าเรือข้ามฝากไป กลับ 2,000 จ๊าค
- ค่าเข้าห้องน้ำ 200 จ๊าค
- ซื้อรูปภาพสามรูป 9,500 จ๊าค
- ค่ามอเตอร์ไซค์ไปอินวา 10,000 จ๊าค
- ค่ารถม้าเที่ยว 6,000 จ๊าค
- ค่าอาหารและเครื่องดื่ม 5,400 จ๊าค
- ค่าแท็กซี่ไปรถบัส 2,500 จ๊าค
- ค่าตั๋วรถบัส 17,000 จ๊าค
รวมสิ้น 61,600 จ๊าค

Wednesday, February 6, 2013

ตอนที่ 3 (2) เที่ยวพม่า ย่างกุ้ง - พุกาม - มัณฑะเลย์ ถึง ไจโท

บทความก่อนหน้านั้น
ขั้นตอนการเตรียมตัว
ตอนที่ 1 ย่างกุ้ง (Yangoon)
ตอนที่ 2 พุกาม (Bagan)
ตอนที่ 3(1) มัณฑะเลย์ (Mandalay)

วันที่ 14 พฤศิจกายน 2555

วันนี้ตื่นเช้าอีกตามเคย เพราะว่านัดพี่มอเตอร์ไซค์ไว้ประมาณแปดโมงเช้า เราต้องกินอาหารเช้าก่อนให้เรียบร้อย ที่ Sabai Phyu Hotel ที่ทานอาหารเช้าอยู่ชั้นดาดฟ้า ดีเหมือนกันได้เห็นตัวเมืองในยามเช้า และแล้วก็เจอเรื่องบังเอิญ ในขณะที่นั่งทานอาหารเช้ากัน เราดันเจอเพื่อนคนที่เคยมาพักกับเรา ตอนอยู่กรุงเทพฯ มันมาเที่ยวพม่าเหมือนกัน ไม่คิดว่าจะเจอกันโดยบังเอิญในที่พักที่เดียวกันโดยไม่ได้นัดหมาย ถือว่าเป็นโชคดี ^_^

หลังทานอาหารเสร็จก็เจอพี่มอเตอร์ไซค์มารอรับอยู่ข้างล่างแล้ว หน้าตายิ้มแย้มแจ่มใส่เชี่ยว  วันนี้ให้พี่เขาพาไปท่าเรือ เพื่อที่จะนั่งเรือไปมินกุน ค่าเรือไป-กลับ 5,000 จ๊าค ส่วนมากมีแต่คนต่างชาติทั้งนั้นเลย และมาเป็นกลุ่ม ไม่ค่อยมีใครเที่ยวคนเดียวในพม่า ไม่เข้าใจเหมือนกัน
ท่าเรือไปมิงกุน
นั่งรอเรือประมาณครึ่งชั่วโมง เนื่องจากยังไม่ถึงเวลาเรือออกประมาณ เก้าโมง วันนี้มีนักท่องเที่ยวเยอะมากส่วนมากเป็นพวกฝรั่ง และมาเที่ยวเป็นกลุ่ม ซื้อทัวร์มาเที่ยว ไม่ค่อยมีคนมาเทียวคนเดียว เพราะเขายังไม่หมั่นใจในความปลอดภัย

• ล่องเรือแม่น้ำอิระวดีสู่มิงกุน แม่น้ำอิรวดี ซึ่งชาวพม่าเรียกว่า “เอยาวดี” แปลว่า “มหานที” นั้น ทั้งเป็นอู่ข้าวอู่น้ำหล่อเลี้ยงชีวิตและอู่อารยธรรมหล่อเลี้ยงนับพันปี มีต้นกำเนิดมาจากขุนเขาในรัฐกะฉิ่น ทางตอนเหนือสุดของพม่าไหลผ่านใจกลางพม่าไปออกทะเลอันดามัน มหาสมุทรอินเดีย ที่เขตอิรวดีใกล้กรุงย่างกุ้ง คิดเป็นระยะทางรวม 2,170 กิโลเมตร มีจุดล่องเรือชมความงามของแม่น้ำอิรวดีหลายจุด แต่ที่ได้รับความนิยมจุดหนึ่งคือล่องจากชานเมืองมัณฑะเลย์ หรือจากท่าเรือใกล้เจดีย์ชเวไจยัต เขตเมืองอมรปุระ ทวนน้ำไปหมู่บ้านมิงกุน ซึ้งเป็นส่วนหนึ่งของอมรปุระ แต่อยู่บนเกาะกลางลำน้ำอิรวดีและไปได้ด้วยเส้นทางเรือเท่านั้นทว่ามีอนุสรณ์สถานที่แสดงความยิ่งใหญ่ของพระเจ้าปดุง อันควรแค่แก่การไปเที่ยวชม โดยใช้เวลาล่องประมาณชั่วโมงครึ่ง รวบเวลาเที่ยวแล้วล่องกลับใช้เวลาไม่ต่ำกว่าสามชั่วโมงครึ่ง

• ระหว่างทางจะได้เห็นหมู่บ้านอิรวดีที่มีลักษณะเป็น “กึ่งบ้านกึ่งแพ” เนื่องจากระดับน้ำอิรวดีในแต่ละฤดูกาลจะมีความแตกต่างกันมาก โดยเฉพาะฤดูน้ำหลาก ระดับน้ำจะขึ้นสูงกว่าฤดูแล้วกว่า 10 เมตร ชาวพม่าจึงนิยมสร้างบ้านกึ่งแพ คือถ้าน้ำขึ้นสูงก็ร่วมแรงกันยกบ้านขึ้นที่ดอน ครั้นน้ำลงมากก็ยกบ้านมาตั้งใกล้น้ำ เพื่อความสะดวกสบายในการใช้แม่น้ำในชีวิตประจำวัน
เจดีย์มิงกุน

• เจดีย์มิงกุน เมื่อขึ้นฝั่งที่ท่าเรือหมู่บ้านมิงกุนจะพบโบราณสถานจุดแรกคือ เจดีย์เซตตอยา ซึ่งพระเจ้าปดุงโปรดฯให้สร้างครอบรอยพระพุทธบาทจำหลังบนหินอ่อน เป็นสัญลักษณ์ของการก้าวย่างสู่ดินแดนที่พระเจ้าปดุงมีพระราชดำริจะสร้างเจดีย์มิงกุน หรือ “เจดีย์จักรพรรดิ” ที่ใหญ่ที่สุดและสูงกว่าเจดีย์ใดๆในสุวรรณภูมิ

• จุดต่อมาคือซากเจดีย์ขนาดใหญ่ที่สร้างไม่เสร็จ มีสิงห์คู่ประดับอยู่ด้านหน้า นั่นคือเจดีย์มิงกุน ร่องรอยแห่งความทะเยอทะยานของพระเจ้าปดุง ด้วยภายหลังทรงเคลื่อนทัพไปตียะไข่ แล้วสามารถชะลอพระมหามัยมุนีมาประดิษฐานที่มัณฑะเลย์เป็นผลสำเร็จ จึงทรงฮึกเหิมที่จะกระทำการใหญ่ขึ้นและยากขึ้น ด้วยการทำสงครามแผ่ขยายไปรอบด้าน พร้อมกับเกณฑ์แรงงานข้าทาสจำนวนมากก่อสร้างเจดีย์มิงกุนหรือเจดีย์จักรพรรดิ เพื่อประดิษฐานพระทันตธาตุที่ได้จากพระเจ้ากรุงจีนโดยทรงมุ่งหวังให้ยิ่งใหญ่เทียบเท่ามหาเจดีย์ในสมัยพุกาม และใหญ่โตโอฬารยิ่งกว่าพระปฐมเจดีย์ในสยาม ซึ่งในเวลานั้นถือเป็นเจดีย์ที่สูงที่สุดในสุวรรณภูมิ ส่งผลให้ข้าทาสชาวยะไข่หรืออาระกันจำนวน 50,000 คนหลบหนีการขดขี่แรงงานไปอยู่ในเขตเบงกอล เป็นดินแดนในอาณัติของอังกฤษ แล้วทำการซ่องสุมกำลังเป็นกองโจร ลอบโจมตีกองทัพพม่าอยู่เนืองๆโดยพม่ากล่าวหาว่าอังกฤษหนุนหลังกลายเป็นฉนวนให้เกิดสงครามอังกฤษ-พม่า อันเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้พม่าเสียเมืองในที่สุด

• อย่างไรก็ตาม งานก่อสร้างเจดีย์มิงกุนดำเนินไปได้เพียง 7 ปี พระเจ้าปดุงเสด็จสวรรคต ภายหลังทรงพ่ายแพ้ไทยในสงครามเก้าทัพ มหาเจดีย์อันยิ่งใหญ่ในพระราชหฤทัยของพระองค์จึงปรากฏเพียงแค่ฐาน ทว่าใหญ่โตมหึมาดั่งภูเขาอิฐที่มีความมั่นคงถึง 50 เมตร ซึ่งหากสร้างเสร็จตามแผนจะเป็นเจดีย์ที่ใหญ่ที่สุดและสูงที่สุดในโลก เพราะสูงถึง 152 เมตร ส่วนรอยแตกร้าวตรงกลางฐานเกิดจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวในปี พ.ศ.2381



• เจดีย์ชินพิวมิน (เมียะเต็งดาน) ประดิษฐานอยู่เหนือระฆังมิงกุนไม่ไกล ได้ชื่อว่าเป็นเจดีย์ที่สวยสง่ามากแห่งหนึ่ง สร้างขึ้นในปี พ.ศ.2359 โดยพระเจ้าบากะยีดอว์ พระราชนัดดาในพระเจ้าปดุง เพื่อเป็นอนุสรณ์แห่งความรักที่พระองค์มีต่อพระมหาเทวีชินพิวมิน ซึ่งถึงแก่พิราลัยก่อนเวลาอันควร จึงได้รับสมญานามว่า “ทัชมาฮาลแห่งลุ่มอิรวดี” เจดีย์องค์นี้เป็นพุทธศิลป์ที่สร้างขึ้นด้วยหลักภูมิจักรวาลคือมีองค์เจดีย์สถิตอยู่ตรงกลาง ณ ยอดเขาพระสุเมรุ อันเชื่อกันว่าเป็นศูนย์กลางและโลกและจักรวาล ล้อมรอบด้วยขุนเขาและมหาสมุทรตามหลักไตรภูมิ


เจดีย์ชินพิวมิน (เมียะเต็งดาน) 
หลังจากเดินเล่นสักพักก็พากันมารอเรือเพื่อกลับไปในตัวเมือง เรือรอบนี้เป็นรองสิบสามนาฬิกา พอมาถึงท่าเรือก็เจอพี่มอเตอร์ไซค์รับจ้างมารอรับ เราเลยบอกให้พี่เขาพาไปที่พักก่อน เพื่อพักผ่อนสักพัก ตอนเย็นค่อยไปสะพานอุเบ็น(U-Bein)กัน
พอประมาณสี่โมงเย็นพี่มอเตอร์ไซค์ก็มารอเพื่อพาไปสะพานอุเบ็น ไปดูเพราะอาทิตย์ตกดิน ค่ารถไปกลับคนล่ะ 6,000 จ๊าค

ระหว่างทางไปสะพานอุเบ็น (U-Bein)

• สะพานอูเบ็ง เป็นสะพานที่ยาวถึง 2 กิโลเมตร ทอดข้ามทะเลสาบตองตะมาน ทางตอนใต้ของเมืองอมรปุระ มุ่งตรงไปสู่เจดีย์เจ๊าต่อจี อยู่อีกฟากหนึ่งของทะเลสาบ พระเจ้าปุดงโปรดฯให้ขุนนางนามว่า “อูเบ็ง” เป็นแม่กองงานสร้างสะพานแห่งนี้ โดยใช้ไม้สักที่รื้อจากพระราชวังเก่าแห่งกรุงอังวะจำนวน 1,208 ต้น


                         สะพานอุเบ็น (U-Bein)
• บริเวณตีนสะพานอูเบ็ง มีจิตรกรพื้นที่มานั่งวาดรูปและผู้เสนอขายผลงานของตัวเอง ราคาก็ไม่แพง และในตอนเย็นๆ ชาวต่างชาตินิยมมานั่งเรือชมพระอาทิตย์ตกในทะเลสาบ หรือนั่งเล่นที่เก้าอี้หวายของร้านขายเครื่องดื่มริมทะเลสาบ นอกจากมีบริการเครื่องดื่มแล้ว ยังมีปลาและกุ้งสดๆจากทะเลสาบทอดขายอีกด้วย


                          สะพานอุเบ็น (U-Bein)


           สะพานอุเบ็น (U-Bein) ระหว่างพระอาทิตย์ตกดิน
พอตอนเย็นก็นั่งชมวิวแถวสะพานอุเบ็นสักพัก ก็พากันกลับ ให้พี่มอเตอร์ไซค์มาส่งที่ย่านคนอินเดียอยู่ แล้วพากันเดินเล่นและฟังเพลงอินเดีย ก็สนุกไปอีกแบบ หลังจากนั้นก็กลับไปนอน พรุงนี้ จะไปเที่ยว อินวา(Innwa) ก่อนเดินทางไป ไจโท(Kyaiktiyo) ตอนเย็น

สรุปค่าใช้จ่ายวันนี้
- ค่าเรือไปกลับ มินกุน 5,000 จ๊าค
- ค่ามอเตอร์ไซค์ไปกลับสะพานอุเบ็น (U-Bein) 6,000 จ๊าค
- ค่าตั๋วเข้าเมืองมินกุน 3 ดอลลาร์ 2,700 จ๊าค
- ซื้อน้ำดื่ม 600 จ๊าค
- ค่าห้องพักหารสองแล้ว 11,250 จ๊าค
- ค่าอาหารและเครื่องดื่มอื่น 3,600 จ๊าค
- ค่ารถไปกลับ ท่าเรืออุเบ็น 3,500 จ๊าค
รวมทั้งสิ้น 32,150 จ๊าค