ขั้นตอนการเตรียมตัว
ตอนที่ 1 ย่างกุ้ง (Yangoon)
ตอนที่ 2 พุกาม (Bagan)
ตอนที่ 3(1) มัณฑะเลย์ (Mandalay)
วันที่ 14 พฤศิจกายน 2555
วันนี้ตื่นเช้าอีกตามเคย เพราะว่านัดพี่มอเตอร์ไซค์ไว้ประมาณแปดโมงเช้า เราต้องกินอาหารเช้าก่อนให้เรียบร้อย ที่ Sabai Phyu Hotel ที่ทานอาหารเช้าอยู่ชั้นดาดฟ้า ดีเหมือนกันได้เห็นตัวเมืองในยามเช้า และแล้วก็เจอเรื่องบังเอิญ ในขณะที่นั่งทานอาหารเช้ากัน เราดันเจอเพื่อนคนที่เคยมาพักกับเรา ตอนอยู่กรุงเทพฯ มันมาเที่ยวพม่าเหมือนกัน ไม่คิดว่าจะเจอกันโดยบังเอิญในที่พักที่เดียวกันโดยไม่ได้นัดหมาย ถือว่าเป็นโชคดี ^_^
หลังทานอาหารเสร็จก็เจอพี่มอเตอร์ไซค์มารอรับอยู่ข้างล่างแล้ว หน้าตายิ้มแย้มแจ่มใส่เชี่ยว วันนี้ให้พี่เขาพาไปท่าเรือ เพื่อที่จะนั่งเรือไปมินกุน ค่าเรือไป-กลับ 5,000 จ๊าค ส่วนมากมีแต่คนต่างชาติทั้งนั้นเลย และมาเป็นกลุ่ม ไม่ค่อยมีใครเที่ยวคนเดียวในพม่า ไม่เข้าใจเหมือนกัน
ท่าเรือไปมิงกุน
นั่งรอเรือประมาณครึ่งชั่วโมง เนื่องจากยังไม่ถึงเวลาเรือออกประมาณ เก้าโมง วันนี้มีนักท่องเที่ยวเยอะมากส่วนมากเป็นพวกฝรั่ง และมาเที่ยวเป็นกลุ่ม ซื้อทัวร์มาเที่ยว ไม่ค่อยมีคนมาเทียวคนเดียว เพราะเขายังไม่หมั่นใจในความปลอดภัย
• ล่องเรือแม่น้ำอิระวดีสู่มิงกุน แม่น้ำอิรวดี ซึ่งชาวพม่าเรียกว่า “เอยาวดี” แปลว่า “มหานที” นั้น ทั้งเป็นอู่ข้าวอู่น้ำหล่อเลี้ยงชีวิตและอู่อารยธรรมหล่อเลี้ยงนับพันปี มีต้นกำเนิดมาจากขุนเขาในรัฐกะฉิ่น ทางตอนเหนือสุดของพม่าไหลผ่านใจกลางพม่าไปออกทะเลอันดามัน มหาสมุทรอินเดีย ที่เขตอิรวดีใกล้กรุงย่างกุ้ง คิดเป็นระยะทางรวม 2,170 กิโลเมตร มีจุดล่องเรือชมความงามของแม่น้ำอิรวดีหลายจุด แต่ที่ได้รับความนิยมจุดหนึ่งคือล่องจากชานเมืองมัณฑะเลย์ หรือจากท่าเรือใกล้เจดีย์ชเวไจยัต เขตเมืองอมรปุระ ทวนน้ำไปหมู่บ้านมิงกุน ซึ้งเป็นส่วนหนึ่งของอมรปุระ แต่อยู่บนเกาะกลางลำน้ำอิรวดีและไปได้ด้วยเส้นทางเรือเท่านั้นทว่ามีอนุสรณ์สถานที่แสดงความยิ่งใหญ่ของพระเจ้าปดุง อันควรแค่แก่การไปเที่ยวชม โดยใช้เวลาล่องประมาณชั่วโมงครึ่ง รวบเวลาเที่ยวแล้วล่องกลับใช้เวลาไม่ต่ำกว่าสามชั่วโมงครึ่ง
• ระหว่างทางจะได้เห็นหมู่บ้านอิรวดีที่มีลักษณะเป็น “กึ่งบ้านกึ่งแพ” เนื่องจากระดับน้ำอิรวดีในแต่ละฤดูกาลจะมีความแตกต่างกันมาก โดยเฉพาะฤดูน้ำหลาก ระดับน้ำจะขึ้นสูงกว่าฤดูแล้วกว่า 10 เมตร ชาวพม่าจึงนิยมสร้างบ้านกึ่งแพ คือถ้าน้ำขึ้นสูงก็ร่วมแรงกันยกบ้านขึ้นที่ดอน ครั้นน้ำลงมากก็ยกบ้านมาตั้งใกล้น้ำ เพื่อความสะดวกสบายในการใช้แม่น้ำในชีวิตประจำวัน
เจดีย์มิงกุน
• เจดีย์มิงกุน เมื่อขึ้นฝั่งที่ท่าเรือหมู่บ้านมิงกุนจะพบโบราณสถานจุดแรกคือ เจดีย์เซตตอยา ซึ่งพระเจ้าปดุงโปรดฯให้สร้างครอบรอยพระพุทธบาทจำหลังบนหินอ่อน เป็นสัญลักษณ์ของการก้าวย่างสู่ดินแดนที่พระเจ้าปดุงมีพระราชดำริจะสร้างเจดีย์มิงกุน หรือ “เจดีย์จักรพรรดิ” ที่ใหญ่ที่สุดและสูงกว่าเจดีย์ใดๆในสุวรรณภูมิ
• จุดต่อมาคือซากเจดีย์ขนาดใหญ่ที่สร้างไม่เสร็จ มีสิงห์คู่ประดับอยู่ด้านหน้า นั่นคือเจดีย์มิงกุน ร่องรอยแห่งความทะเยอทะยานของพระเจ้าปดุง ด้วยภายหลังทรงเคลื่อนทัพไปตียะไข่ แล้วสามารถชะลอพระมหามัยมุนีมาประดิษฐานที่มัณฑะเลย์เป็นผลสำเร็จ จึงทรงฮึกเหิมที่จะกระทำการใหญ่ขึ้นและยากขึ้น ด้วยการทำสงครามแผ่ขยายไปรอบด้าน พร้อมกับเกณฑ์แรงงานข้าทาสจำนวนมากก่อสร้างเจดีย์มิงกุนหรือเจดีย์จักรพรรดิ เพื่อประดิษฐานพระทันตธาตุที่ได้จากพระเจ้ากรุงจีนโดยทรงมุ่งหวังให้ยิ่งใหญ่เทียบเท่ามหาเจดีย์ในสมัยพุกาม และใหญ่โตโอฬารยิ่งกว่าพระปฐมเจดีย์ในสยาม ซึ่งในเวลานั้นถือเป็นเจดีย์ที่สูงที่สุดในสุวรรณภูมิ ส่งผลให้ข้าทาสชาวยะไข่หรืออาระกันจำนวน 50,000 คนหลบหนีการขดขี่แรงงานไปอยู่ในเขตเบงกอล เป็นดินแดนในอาณัติของอังกฤษ แล้วทำการซ่องสุมกำลังเป็นกองโจร ลอบโจมตีกองทัพพม่าอยู่เนืองๆโดยพม่ากล่าวหาว่าอังกฤษหนุนหลังกลายเป็นฉนวนให้เกิดสงครามอังกฤษ-พม่า อันเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้พม่าเสียเมืองในที่สุด
• อย่างไรก็ตาม งานก่อสร้างเจดีย์มิงกุนดำเนินไปได้เพียง 7 ปี พระเจ้าปดุงเสด็จสวรรคต ภายหลังทรงพ่ายแพ้ไทยในสงครามเก้าทัพ มหาเจดีย์อันยิ่งใหญ่ในพระราชหฤทัยของพระองค์จึงปรากฏเพียงแค่ฐาน ทว่าใหญ่โตมหึมาดั่งภูเขาอิฐที่มีความมั่นคงถึง 50 เมตร ซึ่งหากสร้างเสร็จตามแผนจะเป็นเจดีย์ที่ใหญ่ที่สุดและสูงที่สุดในโลก เพราะสูงถึง 152 เมตร ส่วนรอยแตกร้าวตรงกลางฐานเกิดจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวในปี พ.ศ.2381
เจดีย์ชินพิวมิน (เมียะเต็งดาน)
หลังจากเดินเล่นสักพักก็พากันมารอเรือเพื่อกลับไปในตัวเมือง เรือรอบนี้เป็นรองสิบสามนาฬิกา พอมาถึงท่าเรือก็เจอพี่มอเตอร์ไซค์รับจ้างมารอรับ เราเลยบอกให้พี่เขาพาไปที่พักก่อน เพื่อพักผ่อนสักพัก ตอนเย็นค่อยไปสะพานอุเบ็น(U-Bein)กัน
พอประมาณสี่โมงเย็นพี่มอเตอร์ไซค์ก็มารอเพื่อพาไปสะพานอุเบ็น ไปดูเพราะอาทิตย์ตกดิน ค่ารถไปกลับคนล่ะ 6,000 จ๊าค
ระหว่างทางไปสะพานอุเบ็น (U-Bein)
สะพานอุเบ็น (U-Bein)
• บริเวณตีนสะพานอูเบ็ง มีจิตรกรพื้นที่มานั่งวาดรูปและผู้เสนอขายผลงานของตัวเอง ราคาก็ไม่แพง และในตอนเย็นๆ ชาวต่างชาตินิยมมานั่งเรือชมพระอาทิตย์ตกในทะเลสาบ หรือนั่งเล่นที่เก้าอี้หวายของร้านขายเครื่องดื่มริมทะเลสาบ นอกจากมีบริการเครื่องดื่มแล้ว ยังมีปลาและกุ้งสดๆจากทะเลสาบทอดขายอีกด้วย
สะพานอุเบ็น (U-Bein)
สะพานอุเบ็น (U-Bein) ระหว่างพระอาทิตย์ตกดิน
พอตอนเย็นก็นั่งชมวิวแถวสะพานอุเบ็นสักพัก ก็พากันกลับ ให้พี่มอเตอร์ไซค์มาส่งที่ย่านคนอินเดียอยู่ แล้วพากันเดินเล่นและฟังเพลงอินเดีย ก็สนุกไปอีกแบบ หลังจากนั้นก็กลับไปนอน พรุงนี้ จะไปเที่ยว อินวา(Innwa) ก่อนเดินทางไป ไจโท(Kyaiktiyo) ตอนเย็น
สรุปค่าใช้จ่ายวันนี้
- ค่าเรือไปกลับ มินกุน 5,000 จ๊าค
- ค่ามอเตอร์ไซค์ไปกลับสะพานอุเบ็น (U-Bein) 6,000 จ๊าค
- ค่าตั๋วเข้าเมืองมินกุน 3 ดอลลาร์ 2,700 จ๊าค
- ซื้อน้ำดื่ม 600 จ๊าค
- ค่าห้องพักหารสองแล้ว 11,250 จ๊าค
- ค่าอาหารและเครื่องดื่มอื่น 3,600 จ๊าค
- ค่ารถไปกลับ ท่าเรืออุเบ็น 3,500 จ๊าค
รวมทั้งสิ้น 32,150 จ๊าค


No comments:
Post a Comment